PROJECT

ทุกโอกาสคือประสบการณ์

อวตาร เวิร์ล มีเดีย  มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ในหลายๆโครงการ   ทำให้เรายิ่งมีประสบการณ์ในการร่วมงานกับภาครัฐและภาคเอกชน  เราเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เรานำข่าวพีอาร์มาผสมผสานกับงาน MARKETING จึงได้ข่าวพีอาร์ที่ไม่เหมือนใคร เรามีความเข้าใจนโยบายการนำเสนอข่าวของสื่อแต่ละสำนัก และปรับประเด็นข่าวพีอาร์ ข่าวให้กับความต้องการของสื่อมวลชน 

นอกจากนี้ยังมีบทบาทด้าน วางแผนการใช้สื่อโฆษณา จัดงานแถลงข่าวเปิดโครงการ เปิดตัวสินค้าเปิดตัวกิจกรรม CSR  พร้อมทั้งเผยแพร่ข่าวสกู๊ปข่าว ปฏิทินข่าว ภาพข่าว บทความ สารคดีทางโทรทัศน์ สนทนาในรายการ ฟรีทีวี  ดิจิตอลทีวี เคเบิลทีวี  วิทยุ เว็ปไซต์ โซเชียลมีเดีย  หนังสือพิมพ์ นิตยสาร รองรับความต้องการของลูกค้า ในการเป็นช่องทางสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ครบทุกรูปแบบ  

  • Swatch new Pop-up Store แห่งเดียวในเอเชีย พร้อมแล้วสำหรับ คอลเลคชั่น SPRING&SUMMER 2017

    คุณ เสรี สุวรรณภูมา Brand Manager บริษัท Swatch Group ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึง
    ธีม SISTEM 51 IRONY ซึ่งเป็นนาฬิกาที่แสดงถึง innovation ของความเป็นสวอชรุ่นใหม่ เพราะเป็นนาฬิกาออโตเมติกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนเพียง51ชิ้น เอกลักษณ์ คือเฟอร์นิเจอร์รูปสกรูตรงกลางร้านที่มีที่มาจากสกรู1 ตัวที่ใช้ยึดชิ้นส่วน 51 ชิ้นของนาฬิการุ่น SISTEM51 Irony ซึ่งถ้ามองจากด้านบนจะเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในร้านสื่อถึงชิ้นส่วน ของนาฬิการุ่น s51 irony ได้อย่างสวยงามและลงตัว

    สำหรับ new pop – up store แห่งเดียวในเอเชีย เป็นการผสมผานความเป็น swatch ยุคใหม่ ในด้านนวัตกรรมสุดล้ำเข้ากับศิลปะอันงดงามของดีไซน์ได้อย่างลงตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกออกแบบและผลิตจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์

    สำหรับ SPRING-SUMMER 2017 COLLECTION ในช่วงเวลาของฤดูใบไม้ผลิก็กำลังกลับมาอีกครั้ง และด้วยแรงบันดาลใจ จากเรื่องราวของนักเดินทาง , ผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับสีสันสดใสสะดุดตา ถ่ายทอดออกมาเป็น ธีม สนุกๆ ใน Swatch Spring-Summer 2017 Collection

    จากรูปภาพความสนุกๆในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่อัพโหลดขึ้นบน social media ในทุกๆวัน ทำให้เรื่องราวของการเดินทางกลายมาเป็นแรงบันดาลใจหลักของ Swatch Spring Summer Collection 2017 “A Traveler’s Dream“ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของนักเดินทางผ่านนาฬิกาสีสันสดใส และดีไซน์มีเอกลักษณ์ ที่ได้แรงบันดาลใจมากจาก ลายของแผนที่, สมุดจดบันทึก, การผจญภัยทางน้ำ ตลอดจน road trip สุดสนุกกับคนที่คุณรัก


    “Time to Swatch” เป็นคอลเล็คชั่น minimal เป็นสไตล์ที่เพิ่มความสนุกด้วยสีสัน บ่งบอกความมีสไตล์ในแบบตัวคุณเองได้อย่างลงตัว
    Moscaici & More สีจากลายทาง ลายจุด และผิวสัมผัส ที่มอบพลังและกำลังใจ ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันอันสุดร้อนแรงสุดๆของซัมเมอร์ รูปแบบของพลังและการออกแบบที่ไม่สมดุลนี้จะเปลี่ยนข้อมือของคุณให้กลายเป็น แกลลอรี่ของศิลปะแห่งเรขาคณิต

    Spicy Islands จากการผสมผสานกันอย่างลงตัวของความสปอร์ต, สีสันแห่งศิลปะความทันสมัยของคนในเมือง และแสงสุดท้ายจากเส้นขอบฟ้าที่พาดผ่านมหาสมุทร, แอคชั่น ฮีโร่ส์ จะเพิ่มประสิทธิภาพจากแก่นแท้ของความร้อนแรง ในวันที่มีแสงแดดอันสดใสและท้าทายความน่าตื่นเต้นอันแสนยาวนาน และค่ำคืนอันแสนซุกซนให้ผ่านไปพร้อมกับดีไซน์ของความก้าวหน้าในแฟชั่น. พบประสบการณ์ความหลงใหล, สัมผัสรสชาติและรู้สึกได้ถึงจังหวะของแคริบเบียนใน รูปแบบของการเดินทางที่วาดออกมาจากวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา, อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนและความหอมของเมล็ดกาแฟที่เราไม่อาจต้านทานได้ในถิ่น ละติน อเมริกา
    .........................................................................................................
    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094-539-2469
  • Swatch new Pop-up Store แห่งเดียวในเอเชีย พร้อมแล้วสำหรับ คอลเลคชั่น SPRING&SUMMER 2017

    คุณ เสรี สุวรรณภูมา Brand Manager บริษัท Swatch Group ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึง
    ธีม SISTEM 51 IRONY ซึ่งเป็นนาฬิกาที่แสดงถึง innovation ของความเป็นสวอชรุ่นใหม่ เพราะเป็นนาฬิกาออโตเมติกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนเพียง51ชิ้น เอกลักษณ์ คือเฟอร์นิเจอร์รูปสกรูตรงกลางร้านที่มีที่มาจากสกรู1 ตัวที่ใช้ยึดชิ้นส่วน 51 ชิ้นของนาฬิการุ่น SISTEM51 Irony ซึ่งถ้ามองจากด้านบนจะเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในร้านสื่อถึงชิ้นส่วน ของนาฬิการุ่น s51 irony ได้อย่างสวยงามและลงตัว

    สำหรับ new pop – up store แห่งเดียวในเอเชีย เป็นการผสมผานความเป็น swatch ยุคใหม่ ในด้านนวัตกรรมสุดล้ำเข้ากับศิลปะอันงดงามของดีไซน์ได้อย่างลงตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกออกแบบและผลิตจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์

    สำหรับ SPRING-SUMMER 2017 COLLECTION ในช่วงเวลาของฤดูใบไม้ผลิก็กำลังกลับมาอีกครั้ง และด้วยแรงบันดาลใจ จากเรื่องราวของนักเดินทาง , ผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับสีสันสดใสสะดุดตา ถ่ายทอดออกมาเป็น ธีม สนุกๆ ใน Swatch Spring-Summer 2017 Collection

    จากรูปภาพความสนุกๆในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่อัพโหลดขึ้นบน social media ในทุกๆวัน ทำให้เรื่องราวของการเดินทางกลายมาเป็นแรงบันดาลใจหลักของ Swatch Spring Summer Collection 2017 “A Traveler’s Dream“ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของนักเดินทางผ่านนาฬิกาสีสันสดใส และดีไซน์มีเอกลักษณ์ ที่ได้แรงบันดาลใจมากจาก ลายของแผนที่, สมุดจดบันทึก, การผจญภัยทางน้ำ ตลอดจน road trip สุดสนุกกับคนที่คุณรัก


    “Time to Swatch” เป็นคอลเล็คชั่น minimal เป็นสไตล์ที่เพิ่มความสนุกด้วยสีสัน บ่งบอกความมีสไตล์ในแบบตัวคุณเองได้อย่างลงตัว
    Moscaici & More สีจากลายทาง ลายจุด และผิวสัมผัส ที่มอบพลังและกำลังใจ ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันอันสุดร้อนแรงสุดๆของซัมเมอร์ รูปแบบของพลังและการออกแบบที่ไม่สมดุลนี้จะเปลี่ยนข้อมือของคุณให้กลายเป็น แกลลอรี่ของศิลปะแห่งเรขาคณิต

    Spicy Islands จากการผสมผสานกันอย่างลงตัวของความสปอร์ต, สีสันแห่งศิลปะความทันสมัยของคนในเมือง และแสงสุดท้ายจากเส้นขอบฟ้าที่พาดผ่านมหาสมุทร, แอคชั่น ฮีโร่ส์ จะเพิ่มประสิทธิภาพจากแก่นแท้ของความร้อนแรง ในวันที่มีแสงแดดอันสดใสและท้าทายความน่าตื่นเต้นอันแสนยาวนาน และค่ำคืนอันแสนซุกซนให้ผ่านไปพร้อมกับดีไซน์ของความก้าวหน้าในแฟชั่น. พบประสบการณ์ความหลงใหล, สัมผัสรสชาติและรู้สึกได้ถึงจังหวะของแคริบเบียนใน รูปแบบของการเดินทางที่วาดออกมาจากวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา, อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนและความหอมของเมล็ดกาแฟที่เราไม่อาจต้านทานได้ในถิ่น ละติน อเมริกา
    .........................................................................................................
    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094-539-2469
  • Swatch new Pop-up Store แห่งเดียวในเอเชีย พร้อมแล้วสำหรับ คอลเลคชั่น SPRING&SUMMER 2017

    คุณ เสรี สุวรรณภูมา Brand Manager บริษัท Swatch Group ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึง
    ธีม SISTEM 51 IRONY ซึ่งเป็นนาฬิกาที่แสดงถึง innovation ของความเป็นสวอชรุ่นใหม่ เพราะเป็นนาฬิกาออโตเมติกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนเพียง51ชิ้น เอกลักษณ์ คือเฟอร์นิเจอร์รูปสกรูตรงกลางร้านที่มีที่มาจากสกรู1 ตัวที่ใช้ยึดชิ้นส่วน 51 ชิ้นของนาฬิการุ่น SISTEM51 Irony ซึ่งถ้ามองจากด้านบนจะเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในร้านสื่อถึงชิ้นส่วน ของนาฬิการุ่น s51 irony ได้อย่างสวยงามและลงตัว

    สำหรับ new pop – up store แห่งเดียวในเอเชีย เป็นการผสมผานความเป็น swatch ยุคใหม่ ในด้านนวัตกรรมสุดล้ำเข้ากับศิลปะอันงดงามของดีไซน์ได้อย่างลงตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกออกแบบและผลิตจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์

    สำหรับ SPRING-SUMMER 2017 COLLECTION ในช่วงเวลาของฤดูใบไม้ผลิก็กำลังกลับมาอีกครั้ง และด้วยแรงบันดาลใจ จากเรื่องราวของนักเดินทาง , ผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับสีสันสดใสสะดุดตา ถ่ายทอดออกมาเป็น ธีม สนุกๆ ใน Swatch Spring-Summer 2017 Collection

    จากรูปภาพความสนุกๆในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่อัพโหลดขึ้นบน social media ในทุกๆวัน ทำให้เรื่องราวของการเดินทางกลายมาเป็นแรงบันดาลใจหลักของ Swatch Spring Summer Collection 2017 “A Traveler’s Dream“ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของนักเดินทางผ่านนาฬิกาสีสันสดใส และดีไซน์มีเอกลักษณ์ ที่ได้แรงบันดาลใจมากจาก ลายของแผนที่, สมุดจดบันทึก, การผจญภัยทางน้ำ ตลอดจน road trip สุดสนุกกับคนที่คุณรัก


    “Time to Swatch” เป็นคอลเล็คชั่น minimal เป็นสไตล์ที่เพิ่มความสนุกด้วยสีสัน บ่งบอกความมีสไตล์ในแบบตัวคุณเองได้อย่างลงตัว
    Moscaici & More สีจากลายทาง ลายจุด และผิวสัมผัส ที่มอบพลังและกำลังใจ ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันอันสุดร้อนแรงสุดๆของซัมเมอร์ รูปแบบของพลังและการออกแบบที่ไม่สมดุลนี้จะเปลี่ยนข้อมือของคุณให้กลายเป็น แกลลอรี่ของศิลปะแห่งเรขาคณิต

    Spicy Islands จากการผสมผสานกันอย่างลงตัวของความสปอร์ต, สีสันแห่งศิลปะความทันสมัยของคนในเมือง และแสงสุดท้ายจากเส้นขอบฟ้าที่พาดผ่านมหาสมุทร, แอคชั่น ฮีโร่ส์ จะเพิ่มประสิทธิภาพจากแก่นแท้ของความร้อนแรง ในวันที่มีแสงแดดอันสดใสและท้าทายความน่าตื่นเต้นอันแสนยาวนาน และค่ำคืนอันแสนซุกซนให้ผ่านไปพร้อมกับดีไซน์ของความก้าวหน้าในแฟชั่น. พบประสบการณ์ความหลงใหล, สัมผัสรสชาติและรู้สึกได้ถึงจังหวะของแคริบเบียนใน รูปแบบของการเดินทางที่วาดออกมาจากวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา, อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนและความหอมของเมล็ดกาแฟที่เราไม่อาจต้านทานได้ในถิ่น ละติน อเมริกา
    .........................................................................................................
    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094-539-2469
  • SPRING FORWARD WITH SEDUCTIVE STYLES FROM SWATCH’S SPRING-SUMMER 2017 COLLECTION


    และแล้ว….ช่วงเวลาของฤดูใบไม้ผลิก็กำลังวนกลับมาอีกครั้ง
    และด้วยแรงบันดาลใจ จากเรื่องราวของนักเดินทาง , ผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับสีสันสดใสสะดุดตา ถ่ายทอดออกมาเป็น 5 ธีม
    สนุกๆ ใน Swatch Spring-Summer 2017 Collection
    จากรูปภาพสนุกๆในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่โหลดขึ้นบน social media ไม่เว้นแต่ละวันทำให้ เรื่องราวของการเดินทางกลายมาเป็นแรงบันดาลใจหลักของ Swatch Spring Summer Collection 2017 “A Traveler’s Dream“ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของนักเดินทางผ่านนาฬิกาสีสันสดใส และดีไซน์มีเอกลักษณ์ ที่ได้แรงบันดาลใจมากจาก ลายของแผนที่, สมุดจดบันทึก, การผจญภัยทางน้ำ ตลอดจน road trip สุดสนุกกับคนที่คุณรัก ( เริ่มวางขาย 12 มกราคม 2017 )

    และบางทีก็ไม่ง่ายนักที่จะหานาฬิกา Classic เรียบๆ ที่ถูกใจและไม่น่าเบื่อ ซักเรือน. “Time to Swatch” เป็นคอลเล็คชั่นminimal มีสไตล์ เพิ่มความสนุกด้วยสีสัน บ่งบอกความมีสไตล์ในแบบตัวคุณเองได้อย่างลงตัว



    และพบกับ Swatch Spring-Summer Collection 2017 อีก 3 ธีม สนุกๆ ในเดือนมีนาคม 2017
    สีจากลายทาง ลายจุด และผิวสัมผัส ที่มอบพลังและกำลังใจที่มาในธีมของ Moscaici & More ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันอันสุดร้อนแรงสุดๆของซัมเมอร์ รูปแบบของพลังและการออกแบบที่ไม่สมดุลนี้จะเปลี่ยนข้อมือของคุณให้กลายเป็นแกลลอรี่ของศิลปะแห่งเรขาคณิต – 9 มีนาคม 2017

    จากการผสมผสานกันอย่างลงตัวของความสปอร์ต, สีสันแห่งศิลปะความทันสมัยของคนในเมือง และแสงสุดท้ายจากเส้นขอบฟ้าที่พาดผ่านมหาสมุทร, แอคชั่น ฮีโร่ส์ จะเพิ่มประสิทธิภาพจากแก่นแท้ของความร้อนแรง ในวันที่มีแสงแดดอันสดใสและท้าทายความน่าตื่นเต้นอันแสนยาวนาน และค่ำคืนอันแสนซุกซนให้ผ่านไปพร้อมกับดีไซน์ของความก้าวหน้าในแฟชั่น – 27 เมษายน 2017

    พบประสบการณ์ความหลงใหล, สัมผัสรสชาติและรู้สึกได้ถึงจังหวะของแคริบเบียนใน Spicy Islands. รูปแบบของการเดินทางที่วาดออกมาจากวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา, อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนและความหอมของเมล็ดกาแฟที่เราไม่อาจต้านทานได้ในถิ่น ละติน อเมริกา (– 27 เมษายน 2017



    .........................................................................................................



  • SPRING FORWARD WITH SEDUCTIVE STYLES FROM SWATCH’S SPRING-SUMMER 2017 COLLECTION

    และแล้ว….ช่วงเวลาของฤดูใบไม้ผลิก็กำลังวนกลับมาอีกครั้ง
    และด้วยแรงบันดาลใจ จากเรื่องราวของนักเดินทาง , ผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับสีสันสดใสสะดุดตา ถ่ายทอดออกมาเป็น 5 ธีม
    สนุกๆ ใน Swatch Spring-Summer 2017 Collection
    จากรูปภาพสนุกๆในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่โหลดขึ้นบน social media ไม่เว้นแต่ละวันทำให้ เรื่องราวของการเดินทางกลายมาเป็นแรงบันดาลใจหลักของ Swatch Spring Summer Collection 2017 “A Traveler’s Dream“ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของนักเดินทางผ่านนาฬิกาสีสันสดใส และดีไซน์มีเอกลักษณ์ ที่ได้แรงบันดาลใจมากจาก ลายของแผนที่, สมุดจดบันทึก, การผจญภัยทางน้ำ ตลอดจน road trip สุดสนุกกับคนที่คุณรัก ( เริ่มวางขาย 12 มกราคม 2017 )

    และบางทีก็ไม่ง่ายนักที่จะหานาฬิกา Classic เรียบๆ ที่ถูกใจและไม่น่าเบื่อ ซักเรือน. “Time to Swatch” เป็นคอลเล็คชั่นminimal มีสไตล์ เพิ่มความสนุกด้วยสีสัน บ่งบอกความมีสไตล์ในแบบตัวคุณเองได้อย่างลงตัว



    และพบกับ Swatch Spring-Summer Collection 2017 อีก 3 ธีม สนุกๆ ในเดือนมีนาคม 2017
    สีจากลายทาง ลายจุด และผิวสัมผัส ที่มอบพลังและกำลังใจที่มาในธีมของ Moscaici & More ได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันอันสุดร้อนแรงสุดๆของซัมเมอร์ รูปแบบของพลังและการออกแบบที่ไม่สมดุลนี้จะเปลี่ยนข้อมือของคุณให้กลายเป็นแกลลอรี่ของศิลปะแห่งเรขาคณิต – 9 มีนาคม 2017

    จากการผสมผสานกันอย่างลงตัวของความสปอร์ต, สีสันแห่งศิลปะความทันสมัยของคนในเมือง และแสงสุดท้ายจากเส้นขอบฟ้าที่พาดผ่านมหาสมุทร, แอคชั่น ฮีโร่ส์ จะเพิ่มประสิทธิภาพจากแก่นแท้ของความร้อนแรง ในวันที่มีแสงแดดอันสดใสและท้าทายความน่าตื่นเต้นอันแสนยาวนาน และค่ำคืนอันแสนซุกซนให้ผ่านไปพร้อมกับดีไซน์ของความก้าวหน้าในแฟชั่น – 27 เมษายน 2017

    พบประสบการณ์ความหลงใหล, สัมผัสรสชาติและรู้สึกได้ถึงจังหวะของแคริบเบียนใน Spicy Islands. รูปแบบของการเดินทางที่วาดออกมาจากวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา, อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนและความหอมของเมล็ดกาแฟที่เราไม่อาจต้านทานได้ในถิ่น ละติน อเมริกา (– 27 เมษายน 2017



    .........................................................................................................



  • Swatch Pop-up Store at Siam Paragon


    ธีม : SISTEM 51 IRONY ซึ่งเป็นนาฬิกาที่แสดงถึงinnovation ของความเป็นสวอชรุ่นใหม่ เพราะเป็นนาฬิกาออโตเมติกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนเพียง51ชิ้น

    เอกลักษณ์ : คือเฟอร์นิเจอร์รูปสกรูตรงกลางร้านที่มีที่มาจาก
    สกรู1 ตัวที่ใช้ยึดชิ้นส่วน 51 ชิ้นของนาฬิการุ่น SISTEM51 Irony ซึ่งถ้ามองจากด้านบนจะเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในร้านสื่อถึงชิ้นส่วน ของนาฬิการุ่น s51 irony ได้อย่างสวยงามและลงตัว

    Pop - up แห่งเดียวในเอเชีย ผสมผานความเป็น swatch ยุคใหม่ ในด้านนวัตกรรมสุดล้ำเข้ากับศิลปะอันงดงามของดีไซน์ได้อย่างลงตัว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นอันถูกดีไซน์ ผลิตและนำเข้าจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์
  • อยากให้ไอติมกะทิไทย ไปไกลระดับโลก

    ในเมืองไทย เราเริ่มผลิตไอศกรีมแบบฝรั่งเป็นครั้งแรก ในสมัยรัชกาล 5 แต่วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเป็นของแพงและหายากในขณะนั้น ด้วยภูมิปัญญาและความชาญฉลาดของคนไทย จึงได้ดัดแปลงมาใช้ไขมันจากมะพร้าว ในรูปแบบของกะทิแทน เรียกว่า “ไอติมกะทิสด” ในช่วงแรกผลิต คนไทยต้องสั่งน้ำแข็งมาจากสิงคโปร์ ไอติมกะทิสดจึงมีกินกันเฉพาะในวังเท่านั้น จากนั้นมีการสั่งเครื่องทำน้ำแข็งเข้ามาใช้ การทำไอศกรีมเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่ายังมีน้อย ไอศกรีม จึงถือเป็นของที่วิเศษสุดในเวลานั้น
    ไอศกรีมในเมืองไทยสมัยแรกเป็นอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน นำออกขายโดยใส่กระติกขายเร่ขาย ภายหลังขายด้วยรถเข็นแบบซาเล้ง ต่อมาในปี 2520 ไอศกรีมโฟร์โมสต์ได้เข้ามาในประเทศไทย ก่อตั้งร้านไอศกรีม ชื่อ "ศาลาโฟร์โมสต์" เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นสมัยนั้นมาก ไม่กี่ปีหลังจากนั้น การแข่งขันก็เริ่มรุนแรงขึ้น ไอศกรีมลิขสิทธิ์ต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยอย่างมากมาย
    อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า “ไอติมกะทิสด” มีต้นกำเนิดจากไทย และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทย มีความอร่อย หอมหวานลงตัว ไม่เหมือนใคร รสชาติถูกใจคนไทยเสมอมา ปัจจุบันไอติมกะทิมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และกล่าวขานถึงความอร่อยไปทั่วโลก ถึงแม้วัฒนธรรมการกินไอติมของคนไทยจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีไอศรีมมากมายหลายชนิด แต่ไอติมกะทิ ก็ยังคงอยู่ในใจเสมอมา
    จากสถิติปี 2558 ตลาดไอศกรีมในประเทศไทย มีมูลค่ารวมมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดแมสโปรดักส์ (Mass Product ) และไอติมท้องถิ่น (Local Icecream) ประมาณ 70% และไอศกรีมจากต่างประเทศ 30 % ในแต่ละปีจะขยายตัวประมาณ 3-4 % (ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

    ปัจจุบัน ไอติมกะทิ ยังถือว่ามีมูลค่าการขยายตัวไม่มากนัก แม้ว่าคนไทยจะชื่นชอบรสชาติไอติมกะทิ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ากรรมวิธีในการผลิตมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังใช้วิธีผลิตแบบดั้งเดิม คือ ใช้ถังไม้แบบโบราณที่ใช้น้ำแข็งผสมกับเกลือในการปั่นไอศกรีม และยังต้องระวังเรื่องความสะอาด และอนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มว่ากระทรวงสาธารณสุขจะเพิ่มความเข้มงวด และกำหนดมาตรฐานการผลิตไอศกรีมตามประเภทไอศกรีมแต่ละชนิดทั้งในเรื่องวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษา อย่างเคร่งครัด

    ปัจจุบันนี้ คนไทยสามารถประดิษฐ์คิดค้น เครื่องปั่นไอศกรีมอัตโนมัติ (Fully Automatic Ice Cream Machine, FAIM) หรือเครื่องปั่นไอศกรีมระบบคอมเพรสเซอร์ เป็นการผลิตไอศกรีมแบบใหม่ที่ สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องใช้เกลือกับน้ำแข็ง และสามารถตอบโจทย์ผู้ผลิตไอติมกะทิในบ้านเราได้ทุกข้อ ทั้งในเรื่องของกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ถูกหลักอนามัย และได้ปริมาณมากขึ้นหลายเท่าตัว

    เครื่องปั่นไอศกรีมคอมเพรสเซอร์ พัฒนาภายใต้การควบคุมดูแลของวิศวกรผู้มากประสบการณ์ ตัวเครื่องใช้ระบบคอมเพรสเซอร์ในการให้ความเย็น สามารถปั่นได้ถึง 20 กิโลกรัมต่อครั้ง ใช้เวลา 20-40 นาที (ขึ้นอยู่กับสูตรไอศกรีม) ตัวเครื่องและโถปั่นทำจากสแตนเลสมาตรฐานด้านอาหาร ขนาดกว้าง 76 ยาว92สูง93 เซนติเมตร เครื่องถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงนำส่วนผสมไอศกรีมลงโถปั่น ไม่ต้องบ่มไอศกรีม เครื่องจะทำงานโดยอัตโนมัติ สามารถผลิตไอศกรีมได้เนื้อเนียน เพิ่มอัตราขึ้นฟูมากกว่าแบบเดิม ตัวเครื่องให้อุณหภูมิสูงสุดถึงลบ 32 องศา ได้อุณหภูมิเนื้อไอศกรีมระหว่าง -6 ถึง -12 องศา ทำความสะอาดง่ายภายในโถปั่นออกแบบให้มีช่องระบายน้ำ ประหยัดพลังงาน โดยใช้กระแสไฟฟ้าเพียง 12-20 บาทต่อการปั่น1ครั้ง เครื่องออกแบบสำหรับการทำงานหนัก ทนทาน สามารถทำงานต่อเนื่องได้ ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

    อยากให้ไอติมกะทิสดของไทยไปไกลระดับโลก อันดับแรกต้องพัฒนา กระบวนการผลิตไอศกรีมให้ สะอาดถูกหลักอนามัย ด้วยเครื่องผลิตไอศกรีมที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้เพื่อยกระดับไอติมกะทิสดจากระดับท้องถิ่นไปสู่ตลาดพรีเมี่ยม และไปไกลระดับโลก
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจเรียนทำไอศกรีมฟรี โทร 094-539-2469 / 091-882-1476 www.stainlessworld.net/www.facebook.com/ไอเดียอาชีพ
    ------------------------------------------------------------------------------------------


    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติม ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • อยากให้ไอติมกะทิไทย ไปไกลระดับโลก

    ในเมืองไทย เราเริ่มผลิตไอศกรีมแบบฝรั่งเป็นครั้งแรก ในสมัยรัชกาล 5 แต่วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเป็นของแพงและหายากในขณะนั้น ด้วยภูมิปัญญาและความชาญฉลาดของคนไทย จึงได้ดัดแปลงมาใช้ไขมันจากมะพร้าว ในรูปแบบของกะทิแทน เรียกว่า “ไอติมกะทิสด” ในช่วงแรกผลิต คนไทยต้องสั่งน้ำแข็งมาจากสิงคโปร์ ไอติมกะทิสดจึงมีกินกันเฉพาะในวังเท่านั้น จากนั้นมีการสั่งเครื่องทำน้ำแข็งเข้ามาใช้ การทำไอศกรีมเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่ายังมีน้อย ไอศกรีม จึงถือเป็นของที่วิเศษสุดในเวลานั้น
    ไอศกรีมในเมืองไทยสมัยแรกเป็นอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน นำออกขายโดยใส่กระติกขายเร่ขาย ภายหลังขายด้วยรถเข็นแบบซาเล้ง ต่อมาในปี 2520 ไอศกรีมโฟร์โมสต์ได้เข้ามาในประเทศไทย ก่อตั้งร้านไอศกรีม ชื่อ "ศาลาโฟร์โมสต์" เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นสมัยนั้นมาก ไม่กี่ปีหลังจากนั้น การแข่งขันก็เริ่มรุนแรงขึ้น ไอศกรีมลิขสิทธิ์ต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยอย่างมากมาย
    อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า “ไอติมกะทิสด” มีต้นกำเนิดจากไทย และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทย มีความอร่อย หอมหวานลงตัว ไม่เหมือนใคร รสชาติถูกใจคนไทยเสมอมา ปัจจุบันไอติมกะทิมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และกล่าวขานถึงความอร่อยไปทั่วโลก ถึงแม้วัฒนธรรมการกินไอติมของคนไทยจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีไอศรีมมากมายหลายชนิด แต่ไอติมกะทิ ก็ยังคงอยู่ในใจเสมอมา
    จากสถิติปี 2558 ตลาดไอศกรีมในประเทศไทย มีมูลค่ารวมมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดแมสโปรดักส์ (Mass Product ) และไอติมท้องถิ่น (Local Icecream) ประมาณ 70% และไอศกรีมจากต่างประเทศ 30 % ในแต่ละปีจะขยายตัวประมาณ 3-4 % (ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

    ปัจจุบัน ไอติมกะทิ ยังถือว่ามีมูลค่าการขยายตัวไม่มากนัก แม้ว่าคนไทยจะชื่นชอบรสชาติไอติมกะทิ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ากรรมวิธีในการผลิตมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังใช้วิธีผลิตแบบดั้งเดิม คือ ใช้ถังไม้แบบโบราณที่ใช้น้ำแข็งผสมกับเกลือในการปั่นไอศกรีม และยังต้องระวังเรื่องความสะอาด และอนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มว่ากระทรวงสาธารณสุขจะเพิ่มความเข้มงวด และกำหนดมาตรฐานการผลิตไอศกรีมตามประเภทไอศกรีมแต่ละชนิดทั้งในเรื่องวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษา อย่างเคร่งครัด

    ปัจจุบันนี้ คนไทยสามารถประดิษฐ์คิดค้น เครื่องปั่นไอศกรีมอัตโนมัติ (Fully Automatic Ice Cream Machine, FAIM) หรือเครื่องปั่นไอศกรีมระบบคอมเพรสเซอร์ เป็นการผลิตไอศกรีมแบบใหม่ที่ สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องใช้เกลือกับน้ำแข็ง และสามารถตอบโจทย์ผู้ผลิตไอติมกะทิในบ้านเราได้ทุกข้อ ทั้งในเรื่องของกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ถูกหลักอนามัย และได้ปริมาณมากขึ้นหลายเท่าตัว

    เครื่องปั่นไอศกรีมคอมเพรสเซอร์ พัฒนาภายใต้การควบคุมดูแลของวิศวกรผู้มากประสบการณ์ ตัวเครื่องใช้ระบบคอมเพรสเซอร์ในการให้ความเย็น สามารถปั่นได้ถึง 20 กิโลกรัมต่อครั้ง ใช้เวลา 20-40 นาที (ขึ้นอยู่กับสูตรไอศกรีม) ตัวเครื่องและโถปั่นทำจากสแตนเลสมาตรฐานด้านอาหาร ขนาดกว้าง 76 ยาว92สูง93 เซนติเมตร เครื่องถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงนำส่วนผสมไอศกรีมลงโถปั่น ไม่ต้องบ่มไอศกรีม เครื่องจะทำงานโดยอัตโนมัติ สามารถผลิตไอศกรีมได้เนื้อเนียน เพิ่มอัตราขึ้นฟูมากกว่าแบบเดิม ตัวเครื่องให้อุณหภูมิสูงสุดถึงลบ 32 องศา ได้อุณหภูมิเนื้อไอศกรีมระหว่าง -6 ถึง -12 องศา ทำความสะอาดง่ายภายในโถปั่นออกแบบให้มีช่องระบายน้ำ ประหยัดพลังงาน โดยใช้กระแสไฟฟ้าเพียง 12-20 บาทต่อการปั่น1ครั้ง เครื่องออกแบบสำหรับการทำงานหนัก ทนทาน สามารถทำงานต่อเนื่องได้ ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

    อยากให้ไอติมกะทิสดของไทยไปไกลระดับโลก อันดับแรกต้องพัฒนา กระบวนการผลิตไอศกรีมให้ สะอาดถูกหลักอนามัย ด้วยเครื่องผลิตไอศกรีมที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้เพื่อยกระดับไอติมกะทิสดจากระดับท้องถิ่นไปสู่ตลาดพรีเมี่ยม และไปไกลระดับโลก
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจเรียนทำไอศกรีมฟรี โทร 094-539-2469 / 091-882-1476 www.stainlessworld.net/www.facebook.com/ไอเดียอาชีพ
    ------------------------------------------------------------------------------------------


    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติม ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • อยากให้ไอติมกะทิไทย ไปไกลระดับโลก

    ในเมืองไทย เราเริ่มผลิตไอศกรีมแบบฝรั่งเป็นครั้งแรก ในสมัยรัชกาล 5 แต่วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเป็นของแพงและหายากในขณะนั้น ด้วยภูมิปัญญาและความชาญฉลาดของคนไทย จึงได้ดัดแปลงมาใช้ไขมันจากมะพร้าว ในรูปแบบของกะทิแทน เรียกว่า “ไอติมกะทิสด” ในช่วงแรกผลิต คนไทยต้องสั่งน้ำแข็งมาจากสิงคโปร์ ไอติมกะทิสดจึงมีกินกันเฉพาะในวังเท่านั้น จากนั้นมีการสั่งเครื่องทำน้ำแข็งเข้ามาใช้ การทำไอศกรีมเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่ายังมีน้อย ไอศกรีม จึงถือเป็นของที่วิเศษสุดในเวลานั้น
    ไอศกรีมในเมืองไทยสมัยแรกเป็นอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน นำออกขายโดยใส่กระติกขายเร่ขาย ภายหลังขายด้วยรถเข็นแบบซาเล้ง ต่อมาในปี 2520 ไอศกรีมโฟร์โมสต์ได้เข้ามาในประเทศไทย ก่อตั้งร้านไอศกรีม ชื่อ "ศาลาโฟร์โมสต์" เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นสมัยนั้นมาก ไม่กี่ปีหลังจากนั้น การแข่งขันก็เริ่มรุนแรงขึ้น ไอศกรีมลิขสิทธิ์ต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยอย่างมากมาย
    อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า “ไอติมกะทิสด” มีต้นกำเนิดจากไทย และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทย มีความอร่อย หอมหวานลงตัว ไม่เหมือนใคร รสชาติถูกใจคนไทยเสมอมา ปัจจุบันไอติมกะทิมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และกล่าวขานถึงความอร่อยไปทั่วโลก ถึงแม้วัฒนธรรมการกินไอติมของคนไทยจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีไอศรีมมากมายหลายชนิด แต่ไอติมกะทิ ก็ยังคงอยู่ในใจเสมอมา
    จากสถิติปี 2558 ตลาดไอศกรีมในประเทศไทย มีมูลค่ารวมมากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดแมสโปรดักส์ (Mass Product ) และไอติมท้องถิ่น (Local Icecream) ประมาณ 70% และไอศกรีมจากต่างประเทศ 30 % ในแต่ละปีจะขยายตัวประมาณ 3-4 % (ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

    ปัจจุบัน ไอติมกะทิ ยังถือว่ามีมูลค่าการขยายตัวไม่มากนัก แม้ว่าคนไทยจะชื่นชอบรสชาติไอติมกะทิ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ากรรมวิธีในการผลิตมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังใช้วิธีผลิตแบบดั้งเดิม คือ ใช้ถังไม้แบบโบราณที่ใช้น้ำแข็งผสมกับเกลือในการปั่นไอศกรีม และยังต้องระวังเรื่องความสะอาด และอนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มว่ากระทรวงสาธารณสุขจะเพิ่มความเข้มงวด และกำหนดมาตรฐานการผลิตไอศกรีมตามประเภทไอศกรีมแต่ละชนิดทั้งในเรื่องวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษา อย่างเคร่งครัด

    ปัจจุบันนี้ คนไทยสามารถประดิษฐ์คิดค้น เครื่องปั่นไอศกรีมอัตโนมัติ (Fully Automatic Ice Cream Machine, FAIM) หรือเครื่องปั่นไอศกรีมระบบคอมเพรสเซอร์ เป็นการผลิตไอศกรีมแบบใหม่ที่ สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องใช้เกลือกับน้ำแข็ง และสามารถตอบโจทย์ผู้ผลิตไอติมกะทิในบ้านเราได้ทุกข้อ ทั้งในเรื่องของกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ถูกหลักอนามัย และได้ปริมาณมากขึ้นหลายเท่าตัว

    เครื่องปั่นไอศกรีมคอมเพรสเซอร์ พัฒนาภายใต้การควบคุมดูแลของวิศวกรผู้มากประสบการณ์ ตัวเครื่องใช้ระบบคอมเพรสเซอร์ในการให้ความเย็น สามารถปั่นได้ถึง 20 กิโลกรัมต่อครั้ง ใช้เวลา 20-40 นาที (ขึ้นอยู่กับสูตรไอศกรีม) ตัวเครื่องและโถปั่นทำจากสแตนเลสมาตรฐานด้านอาหาร ขนาดกว้าง 76 ยาว92สูง93 เซนติเมตร เครื่องถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย เพียงนำส่วนผสมไอศกรีมลงโถปั่น ไม่ต้องบ่มไอศกรีม เครื่องจะทำงานโดยอัตโนมัติ สามารถผลิตไอศกรีมได้เนื้อเนียน เพิ่มอัตราขึ้นฟูมากกว่าแบบเดิม ตัวเครื่องให้อุณหภูมิสูงสุดถึงลบ 32 องศา ได้อุณหภูมิเนื้อไอศกรีมระหว่าง -6 ถึง -12 องศา ทำความสะอาดง่ายภายในโถปั่นออกแบบให้มีช่องระบายน้ำ ประหยัดพลังงาน โดยใช้กระแสไฟฟ้าเพียง 12-20 บาทต่อการปั่น1ครั้ง เครื่องออกแบบสำหรับการทำงานหนัก ทนทาน สามารถทำงานต่อเนื่องได้ ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร

    อยากให้ไอติมกะทิสดของไทยไปไกลระดับโลก อันดับแรกต้องพัฒนา กระบวนการผลิตไอศกรีมให้ สะอาดถูกหลักอนามัย ด้วยเครื่องผลิตไอศกรีมที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้เพื่อยกระดับไอติมกะทิสดจากระดับท้องถิ่นไปสู่ตลาดพรีเมี่ยม และไปไกลระดับโลก
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจเรียนทำไอศกรีมฟรี โทร 094-539-2469 / 091-882-1476 www.stainlessworld.net/www.facebook.com/ไอเดียอาชีพ
    ------------------------------------------------------------------------------------------


    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติม ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • ปอท. แจก คาถากันภัยผู้ใช้อีเมล์และเฟสบุ๊ค

    พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวถึงภัยออนไลน์ว่าในระยะเวลา3 เดือนผ่านมา คนไทยโดนแฮ็ก เฟสบุ๊คและอีเมล์ และสร้างความเสียหาย โดยถูกหลอกโอนเงินกว่ายี่สิบล้านบาท ส่วนวิธีที่คนร้ายใช้ในการหลอกขโมย PASSWORD สำหรับแฮ็กเฟสบุ๊คนั้นมี 3 วิธี 1.คือเดาจากเลขวันเดือนปีเกิด หรือเบอร์โทรศัพท์ และเหยื่อการเดา PASSWORD จะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป เนื่องจากมักตั้ง PASSWORD เป็นวันเดือนปีเกิดและเบอร์โทรศัพท์เพื่อกันลืม ซึ่งเป็นการง่ายที่คนร้ายจะสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้บนอินเตอร์เน็ต 2. สร้างหน้าเพจปลอมขึ้นมา แล้วแจ้งว่า PASSWORD ของท่านกำลังจะหมดอายุ หรือแจ้งว่ามีคนร้ายกำลังจะแฮ็ก เฟสบุ๊ค เพื่อความปลอดภัยให้คลิกไปตามลิงค์ที่ให้มาเพื่อทำการเปลี่ยน PASSWORD ใหม่ โดยเมื่อหลงกลคลิกไปตามลิงค์หน้าเพจปลอมนั้น ก็จะให้เราใส่ PASSWORD อันใหม่ 3. คนร้ายจะปล่อย SPYWARE เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่ SPYWARE นั้นทำลายระบบ และเข้าถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ทำให้คนร้ายรู้ PASSWORD ได้ทันที
    สำหรับการแฮ็กเฟสบุ๊ค สิ่งที่สร้างความเสียหายคือ โจรจะสวมรอยเป็นเจ้าของเฟสบุ๊ค และส่งข้อความหาเพื่อนๆ ญาติๆว่ากำลังเดือดร้อน หรือต้องการใช้เงินด่วนให้โอนเงินไปให้ตามเลขที่บัญชีที่โจรให้มา ถ้าเกิดหลงเชื่อขึ้นมา พวกเขาต้องมาสูญเสียเงินมากมายให้โจรไป ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก
    จึงขอเตือนประชาชนว่าห้ามตั้ง PASSWORD เป็นหมายเลขดังกล่าวเด็ดขาด งดข้อมูล PASSWORD ในหน้าเพจที่ส่งมาหรือตามลิงค์ต่างๆ หากต้องการเปลี่ยน PASSWORD สิ่งที่ควรทำคือการเข้าไปที่เว็ปไซต์ของเฟสบุ๊กโดยตรงเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลคือ และท้ายสุดให้ไปตั้งค่าระบบความปลอดภัยของเฟสบุ๊ค ซึ่งได้มีรองรับ และหากมีเพื่อนเฟสบุ๊คมาหาและบอกให้เราโอนเงินให้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ต้องโทรเช็คเจ้าตัวโดยตรงทุกครั้งว่าข้อความที่ส่งมาเป็นของเขาจริงหรือเปล่า
    สำหรับการแฮ็กอีเมลล์นั้น ส่วนใหญ่ผู้เสียหายจะเป็นบริษัทที่ต้องติดต่อซื้อขายกับต่างประเทศทางอีเมลล์ เมื่อแฮ็กไปเข้าอีเมล์แล้ว โจรจะเฝ้าดูการโต้ตอบอีเมล์อย่างใจเย็น รอจนถึงเวลาที่สั่งสินค้า และโอนเงินค่าสินค้าไปให้บริษัทนั้น จังหวะนี้โจรจะสวมรอย ส่งอีเมล์มาแจ้งว่าบริษัทได้เปลี่ยนบัญชีรับโอนเงินเป็นบัญชีใหม่ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือบัญชีของโจรนั่นเอง
    สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องไปตั้งค่าความปลอดภัยเพิ่มเติมในกรณีนี้คือ ต้องใส่รหัสพิเศษอีกตัวที่ทางผู้ให้บริการอีเมล์เช่น GMAIL, HOTMAIL หรือ YAHOO จะส่งมาให้ทางมือถือทาง SMS เพื่อใส่ควบคู่กับ PASSWORD ไปด้วย โดยรหัสนี้ (รหัส OTP) จะถูกส่งมายังมือถือเท่านั้นทำให้บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าอีเมล์ของคุณได้แน่นอน ซึ่งระบบความปลอดภัย 2 ชั้นแบบนี้ ค่ายอีเมล์ต่างๆมีให้ทุกคนได้ใช้ฟรี แค่สละเวลาเพียงสองสามนาที การทำธุรกิจก็จะปลอดภัยขึ้น
    หากบริษัทที่เคยซื้อของกันเป็นประจำอยู่แล้ว ส่งอีเมล์มาแจ้งว่าบริษัทได้เปลี่ยนเลขที่บัญชีในการโอนเงินเป็นอีกบัญชีหนึ่ง แล้วบอกให้เราโอนเงินค่าสินค้าที่จะซื้อไปยังบัญชีใหม่แทน ห้ามเชื่อเด็ดขาด ต้องได้รับการยืนยันทางโทรศัพท์เท่านั้นถึงจะมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกหลอก เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าอีเมล์ที่ได้รับไม่ได้มาจากบริษัท แต่มาจากคนร้ายนั่นเอง
    ดังนั้นเพื่อป้องกันผู้ประกอบการจากการตกเป็นเหยื่ออีเมล์สแกม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจึงได้ร่วมมือทุกธนาคาร โดยส่งวิทยากรเจ้าหน้าที่เข้าไปอบรมพนักงานธนาคารที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การโอนเงินต่างประเทศ และการบริการลูกค้า เพื่อให้นำความรู้ไปแนะนำลูกค้า โดยเนื้อหาในการอบรมจะครอบคลุมถึงทุกมิติของการหลอกลวงทางอีเมล์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการของธนาคารในการดูแลลูกค้าต่อไป
    หากประชาชนต้องการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ตกเป็นเหยื่อหลอกโอนเงินนั้น มีคาถาสั้นๆอยู่เพียง 3 ข้อที่อยากให้จำไว้เสมอ คือ 1. ห้ามมึน คืออย่าเป็นเพียงผู้ใช้เพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจหาความรู้ในการป้องกันตัวเองเลย ประชาชนต้องคอยหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอทั้งในเรื่องการป้องกัน และอาชญากรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้น 2. ห้ามซื่อ เนื่องจากคนร้ายมีวิธีการหลอกลวงต่างๆมากมายเพราะฉะนั้นต้องหัดเป็นคนช่างสังเกตและไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เพราะแทบทุกสิ่งในโลกออนไลน์นั้นสามารถปลอมได้หมด และ 3.อย่าขี้เกียจ นั่นคือถ้าหากผู้ให้บริการต่างๆมีระบบความปลอดภัยอะไรมาให้ใช้ ต้องใช้ให้หมด อย่าขี้เกียจไปตั้งค่าความปลอดภัย ทั้งที่จริงแล้วใช้เวลาเพียงไม่เกิน 5 นาที ดีกว่าต้องเสียเงินมากมายให้คนร้ายไป
  • ห้ามโง่ ห้ามซื่อ ห้ามขี้เกียจ

    พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวถึงภัยออนไลน์ว่าในระยะเวลา3 เดือนผ่านมา คนไทยโดนแฮ็ก เฟสบุ๊คและอีเมล์ และสร้างความเสียหาย โดยถูกหลอกโอนเงินกว่ายี่สิบล้านบาท ส่วนวิธีที่คนร้ายใช้ในการหลอกขโมย PASSWORD สำหรับแฮ็กเฟสบุ๊คนั้นมี 3 วิธี 1.คือเดาจากเลขวันเดือนปีเกิด หรือเบอร์โทรศัพท์ และเหยื่อการเดา PASSWORD จะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป เนื่องจากมักตั้ง PASSWORD เป็นวันเดือนปีเกิดและเบอร์โทรศัพท์เพื่อกันลืม ซึ่งเป็นการง่ายที่คนร้ายจะสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้บนอินเตอร์เน็ต 2. สร้างหน้าเพจปลอมขึ้นมา แล้วแจ้งว่า PASSWORD ของท่านกำลังจะหมดอายุ หรือแจ้งว่ามีคนร้ายกำลังจะแฮ็ก เฟสบุ๊ค เพื่อความปลอดภัยให้คลิกไปตามลิงค์ที่ให้มาเพื่อทำการเปลี่ยน PASSWORD ใหม่ โดยเมื่อหลงกลคลิกไปตามลิงค์หน้าเพจปลอมนั้น ก็จะให้เราใส่ PASSWORD อันใหม่ 3. คนร้ายจะปล่อย SPYWARE เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่ SPYWARE นั้นทำลายระบบ และเข้าถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ทำให้คนร้ายรู้ PASSWORD ได้ทันที
    สำหรับการแฮ็กเฟสบุ๊ค สิ่งที่สร้างความเสียหายคือ โจรจะสวมรอยเป็นเจ้าของเฟสบุ๊ค และส่งข้อความหาเพื่อนๆ ญาติๆว่ากำลังเดือดร้อน หรือต้องการใช้เงินด่วนให้โอนเงินไปให้ตามเลขที่บัญชีที่โจรให้มา ถ้าเกิดหลงเชื่อขึ้นมา พวกเขาต้องมาสูญเสียเงินมากมายให้โจรไป ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก
    จึงขอเตือนประชาชนว่าห้ามตั้ง PASSWORD เป็นหมายเลขดังกล่าวเด็ดขาด งดข้อมูล PASSWORD ในหน้าเพจที่ส่งมาหรือตามลิงค์ต่างๆ หากต้องการเปลี่ยน PASSWORD สิ่งที่ควรทำคือการเข้าไปที่เว็ปไซต์ของเฟสบุ๊กโดยตรงเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลคือ และท้ายสุดให้ไปตั้งค่าระบบความปลอดภัยของเฟสบุ๊ค ซึ่งได้มีรองรับ และหากมีเพื่อนเฟสบุ๊คมาหาและบอกให้เราโอนเงินให้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ต้องโทรเช็คเจ้าตัวโดยตรงทุกครั้งว่าข้อความที่ส่งมาเป็นของเขาจริงหรือเปล่า
    สำหรับการแฮ็กอีเมลล์นั้น ส่วนใหญ่ผู้เสียหายจะเป็นบริษัทที่ต้องติดต่อซื้อขายกับต่างประเทศทางอีเมลล์ เมื่อแฮ็กไปเข้าอีเมล์แล้ว โจรจะเฝ้าดูการโต้ตอบอีเมล์อย่างใจเย็น รอจนถึงเวลาที่สั่งสินค้า และโอนเงินค่าสินค้าไปให้บริษัทนั้น จังหวะนี้โจรจะสวมรอย ส่งอีเมล์มาแจ้งว่าบริษัทได้เปลี่ยนบัญชีรับโอนเงินเป็นบัญชีใหม่ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือบัญชีของโจรนั่นเอง
    สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องไปตั้งค่าความปลอดภัยเพิ่มเติมในกรณีนี้คือ ต้องใส่รหัสพิเศษอีกตัวที่ทางผู้ให้บริการอีเมล์เช่น GMAIL, HOTMAIL หรือ YAHOO จะส่งมาให้ทางมือถือทาง SMS เพื่อใส่ควบคู่กับ PASSWORD ไปด้วย โดยรหัสนี้ (รหัส OTP) จะถูกส่งมายังมือถือเท่านั้นทำให้บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าอีเมล์ของคุณได้แน่นอน ซึ่งระบบความปลอดภัย 2 ชั้นแบบนี้ ค่ายอีเมล์ต่างๆมีให้ทุกคนได้ใช้ฟรี แค่สละเวลาเพียงสองสามนาที การทำธุรกิจก็จะปลอดภัยขึ้น
    หากบริษัทที่เคยซื้อของกันเป็นประจำอยู่แล้ว ส่งอีเมล์มาแจ้งว่าบริษัทได้เปลี่ยนเลขที่บัญชีในการโอนเงินเป็นอีกบัญชีหนึ่ง แล้วบอกให้เราโอนเงินค่าสินค้าที่จะซื้อไปยังบัญชีใหม่แทน ห้ามเชื่อเด็ดขาด ต้องได้รับการยืนยันทางโทรศัพท์เท่านั้นถึงจะมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกหลอก เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าอีเมล์ที่ได้รับไม่ได้มาจากบริษัท แต่มาจากคนร้ายนั่นเอง
    ดังนั้นเพื่อป้องกันผู้ประกอบการจากการตกเป็นเหยื่ออีเมล์สแกม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจึงได้ร่วมมือทุกธนาคาร โดยส่งวิทยากรเจ้าหน้าที่เข้าไปอบรมพนักงานธนาคารที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การโอนเงินต่างประเทศ และการบริการลูกค้า เพื่อให้นำความรู้ไปแนะนำลูกค้า โดยเนื้อหาในการอบรมจะครอบคลุมถึงทุกมิติของการหลอกลวงทางอีเมล์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการของธนาคารในการดูแลลูกค้าต่อไป
    หากประชาชนต้องการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ตกเป็นเหยื่อหลอกโอนเงินนั้น มีคาถาสั้นๆอยู่เพียง 3 ข้อที่อยากให้จำไว้เสมอ คือ 1. ห้ามมึน คืออย่าเป็นเพียงผู้ใช้เพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจหาความรู้ในการป้องกันตัวเองเลย ประชาชนต้องคอยหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอทั้งในเรื่องการป้องกัน และอาชญากรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้น 2. ห้ามซื่อ เนื่องจากคนร้ายมีวิธีการหลอกลวงต่างๆมากมายเพราะฉะนั้นต้องหัดเป็นคนช่างสังเกตและไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เพราะแทบทุกสิ่งในโลกออนไลน์นั้นสามารถปลอมได้หมด และ 3.อย่าขี้เกียจ นั่นคือถ้าหากผู้ให้บริการต่างๆมีระบบความปลอดภัยอะไรมาให้ใช้ ต้องใช้ให้หมด อย่าขี้เกียจไปตั้งค่าความปลอดภัย ทั้งที่จริงแล้วใช้เวลาเพียงไม่เกิน 5 นาที ดีกว่าต้องเสียเงินมากมายให้คนร้ายไป
  • ตำรวจไซเบอร์ แนะ ห้ามโง่ ห้ามซื่อ ห้ามขี้เกียจ

    พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวถึงภัยออนไลน์ว่าในระยะเวลา3 เดือนผ่านมา คนไทยโดนแฮ็ก เฟสบุ๊คและอีเมล์ และสร้างความเสียหาย โดยถูกหลอกโอนเงินกว่ายี่สิบล้านบาท ส่วนวิธีที่คนร้ายใช้ในการหลอกขโมย PASSWORD สำหรับแฮ็กเฟสบุ๊คนั้นมี 3 วิธี 1.คือเดาจากเลขวันเดือนปีเกิด หรือเบอร์โทรศัพท์ และเหยื่อการเดา PASSWORD จะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป เนื่องจากมักตั้ง PASSWORD เป็นวันเดือนปีเกิดและเบอร์โทรศัพท์เพื่อกันลืม ซึ่งเป็นการง่ายที่คนร้ายจะสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้บนอินเตอร์เน็ต 2. สร้างหน้าเพจปลอมขึ้นมา แล้วแจ้งว่า PASSWORD ของท่านกำลังจะหมดอายุ หรือแจ้งว่ามีคนร้ายกำลังจะแฮ็ก เฟสบุ๊ค เพื่อความปลอดภัยให้คลิกไปตามลิงค์ที่ให้มาเพื่อทำการเปลี่ยน PASSWORD ใหม่ โดยเมื่อหลงกลคลิกไปตามลิงค์หน้าเพจปลอมนั้น ก็จะให้เราใส่ PASSWORD อันใหม่ 3. คนร้ายจะปล่อย SPYWARE เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่ SPYWARE นั้นทำลายระบบ และเข้าถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ทำให้คนร้ายรู้ PASSWORD ได้ทันที
    สำหรับการแฮ็กเฟสบุ๊ค สิ่งที่สร้างความเสียหายคือ โจรจะสวมรอยเป็นเจ้าของเฟสบุ๊ค และส่งข้อความหาเพื่อนๆ ญาติๆว่ากำลังเดือดร้อน หรือต้องการใช้เงินด่วนให้โอนเงินไปให้ตามเลขที่บัญชีที่โจรให้มา ถ้าเกิดหลงเชื่อขึ้นมา พวกเขาต้องมาสูญเสียเงินมากมายให้โจรไป ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก
    จึงขอเตือนประชาชนว่าห้ามตั้ง PASSWORD เป็นหมายเลขดังกล่าวเด็ดขาด งดข้อมูล PASSWORD ในหน้าเพจที่ส่งมาหรือตามลิงค์ต่างๆ หากต้องการเปลี่ยน PASSWORD สิ่งที่ควรทำคือการเข้าไปที่เว็ปไซต์ของเฟสบุ๊กโดยตรงเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลคือ และท้ายสุดให้ไปตั้งค่าระบบความปลอดภัยของเฟสบุ๊ค ซึ่งได้มีรองรับ และหากมีเพื่อนเฟสบุ๊คมาหาและบอกให้เราโอนเงินให้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ต้องโทรเช็คเจ้าตัวโดยตรงทุกครั้งว่าข้อความที่ส่งมาเป็นของเขาจริงหรือเปล่า
    สำหรับการแฮ็กอีเมลล์นั้น ส่วนใหญ่ผู้เสียหายจะเป็นบริษัทที่ต้องติดต่อซื้อขายกับต่างประเทศทางอีเมลล์ เมื่อแฮ็กไปเข้าอีเมล์แล้ว โจรจะเฝ้าดูการโต้ตอบอีเมล์อย่างใจเย็น รอจนถึงเวลาที่สั่งสินค้า และโอนเงินค่าสินค้าไปให้บริษัทนั้น จังหวะนี้โจรจะสวมรอย ส่งอีเมล์มาแจ้งว่าบริษัทได้เปลี่ยนบัญชีรับโอนเงินเป็นบัญชีใหม่ ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือบัญชีของโจรนั่นเอง
    สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องไปตั้งค่าความปลอดภัยเพิ่มเติมในกรณีนี้คือ ต้องใส่รหัสพิเศษอีกตัวที่ทางผู้ให้บริการอีเมล์เช่น GMAIL, HOTMAIL หรือ YAHOO จะส่งมาให้ทางมือถือทาง SMS เพื่อใส่ควบคู่กับ PASSWORD ไปด้วย โดยรหัสนี้ (รหัส OTP) จะถูกส่งมายังมือถือเท่านั้นทำให้บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าอีเมล์ของคุณได้แน่นอน ซึ่งระบบความปลอดภัย 2 ชั้นแบบนี้ ค่ายอีเมล์ต่างๆมีให้ทุกคนได้ใช้ฟรี แค่สละเวลาเพียงสองสามนาที การทำธุรกิจก็จะปลอดภัยขึ้น
    หากบริษัทที่เคยซื้อของกันเป็นประจำอยู่แล้ว ส่งอีเมล์มาแจ้งว่าบริษัทได้เปลี่ยนเลขที่บัญชีในการโอนเงินเป็นอีกบัญชีหนึ่ง แล้วบอกให้เราโอนเงินค่าสินค้าที่จะซื้อไปยังบัญชีใหม่แทน ห้ามเชื่อเด็ดขาด ต้องได้รับการยืนยันทางโทรศัพท์เท่านั้นถึงจะมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกหลอก เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าอีเมล์ที่ได้รับไม่ได้มาจากบริษัท แต่มาจากคนร้ายนั่นเอง
    ดังนั้นเพื่อป้องกันผู้ประกอบการจากการตกเป็นเหยื่ออีเมล์สแกม กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจึงได้ร่วมมือทุกธนาคาร โดยส่งวิทยากรเจ้าหน้าที่เข้าไปอบรมพนักงานธนาคารที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การโอนเงินต่างประเทศ และการบริการลูกค้า เพื่อให้นำความรู้ไปแนะนำลูกค้า โดยเนื้อหาในการอบรมจะครอบคลุมถึงทุกมิติของการหลอกลวงทางอีเมล์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการของธนาคารในการดูแลลูกค้าต่อไป
    หากประชาชนต้องการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ตกเป็นเหยื่อหลอกโอนเงินนั้น มีคาถาสั้นๆอยู่เพียง 3 ข้อที่อยากให้จำไว้เสมอ คือ 1. ห้ามมึน คืออย่าเป็นเพียงผู้ใช้เพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจหาความรู้ในการป้องกันตัวเองเลย ประชาชนต้องคอยหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอทั้งในเรื่องการป้องกัน และอาชญากรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้น 2. ห้ามซื่อ เนื่องจากคนร้ายมีวิธีการหลอกลวงต่างๆมากมายเพราะฉะนั้นต้องหัดเป็นคนช่างสังเกตและไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เพราะแทบทุกสิ่งในโลกออนไลน์นั้นสามารถปลอมได้หมด และ 3.อย่าขี้เกียจ นั่นคือถ้าหากผู้ให้บริการต่างๆมีระบบความปลอดภัยอะไรมาให้ใช้ ต้องใช้ให้หมด อย่าขี้เกียจไปตั้งค่าความปลอดภัย ทั้งที่จริงแล้วใช้เวลาเพียงไม่เกิน 5 นาที ดีกว่าต้องเสียเงินมากมายให้คนร้ายไป
    .......................................................................................
    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 0945392469

  • ปอท.

    ปอท.ปฏิบัติการกวาดล้างเว็บพนันออนไลน์ 17 จุด ทั่ว กทม.-ปริมณฑลกรุงเทพฯ 30 มี.ค.-ตำรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเว็บพนันออนไลน์ 17 จุด ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งโจรออนไลน์ทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงรวม 17 จุด เช่น บ้านพักเจ้าของเว็บไซต์โฆษณา ประกาศ ชักชวนให้มีการเล่นการพนัน คอลเซ็นเตอร์เว็บพนันและที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตข้ามแดนใน จ.กรุงเทพฯ และนนทบุรี รวมถึงจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทยไปกัมพูชาใน จ.ตราด จุดผ่านแดนอรัญประเทศ เป็นต้น
    โดยถ่ายทอดสดและสั่งการผ่านวอร์มรูม บก.ปอท.ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากที่เว็บการพนันรายใหญ่ 6 เว็บไซต์ ซึ่งมีทั้งชาวไทย จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นเจ้าของ บางเว็บไซต์มีผู้ใช้งานกว่า 120,000 คน/วัน ได้ย้ายไปตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทย ด้วยการลากสายสัญญาณข้ามชายแดน เนื่องจากการเข้าใช้เว็บไซต์จะมีความรวดเร็วกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตต่างประเทศ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย บก.ปอท.จึงร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (CAT) และบริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน (TOT) เข้าตรวจสอบและดำเนินการตัดเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์เหล่านี้ไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงจับกุมผู้กระทำผิด ตรวจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและนำสมุดธนาคารมอบให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป
    ทั้งนี้ เว็บไซต์ส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการจับกุมโดยจดโดเมนในต่างประเทศ แต่จะพบว่าเว็บไซต์ทั้งหมดมีการเชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารของไทย รวม 6 ธนาคาร ขณะที่การปิดกั้นเว็บไซต์นั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการพนันอยู่นอกเหนือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งจะมีการเสนอแก้กฎหมายต่อไป
  • ตำรวจไซเบอร์

    ปอท.ปฏิบัติการกวาดล้างเว็บพนันออนไลน์ 17 จุด ทั่ว กทม.-ปริมณฑล กรุงเทพฯ 30 มี.ค.-ตำรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเว็บพนันออนไลน์ 17 จุด ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
    พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งโจรออนไลน์ทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงรวม 17 จุด เช่น บ้านพักเจ้าของเว็บไซต์โฆษณา ประกาศ ชักชวนให้มีการเล่นการพนัน คอลเซ็นเตอร์เว็บพนันและที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตข้ามแดนใน จ.กรุงเทพฯ และนนทบุรี รวมถึงจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทยไปกัมพูชาใน จ.ตราด จุดผ่านแดนอรัญประเทศ เป็นต้น
    โดยถ่ายทอดสดและสั่งการผ่านวอร์มรูม บก.ปอท.ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากที่เว็บการพนันรายใหญ่ 6 เว็บไซต์ ซึ่งมีทั้งชาวไทย จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นเจ้าของ บางเว็บไซต์มีผู้ใช้งานกว่า 120,000 คน/วัน ได้ย้ายไปตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทย ด้วยการลากสายสัญญาณข้ามชายแดน เนื่องจากการเข้าใช้เว็บไซต์จะมีความรวดเร็วกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตต่างประเทศ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย บก.ปอท.จึงร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (CAT) และบริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน (TOT) เข้าตรวจสอบและดำเนินการตัดเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์เหล่านี้ไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงจับกุมผู้กระทำผิด ตรวจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและนำสมุดธนาคารมอบให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป
    ทั้งนี้ เว็บไซต์ส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการจับกุมโดยจดโดเมนในต่างประเทศ แต่จะพบว่าเว็บไซต์ทั้งหมดมีการเชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารของไทย รวม 6 ธนาคาร ขณะที่การปิดกั้นเว็บไซต์นั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการพนันอยู่นอกเหนือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งจะมีการเสนอแก้กฎหมายต่อไป
  • ตำรวจ ปอท.


    กรุงเทพฯ 30 มี.ค.-ตำรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเปิดปฏิบัติการกวาดล้างเว็บพนันออนไลน์ 17 จุด ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
    พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งโจรออนไลน์ทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงรวม 17 จุด เช่น บ้านพักเจ้าของเว็บไซต์โฆษณา ประกาศ ชักชวนให้มีการเล่นการพนัน คอลเซ็นเตอร์เว็บพนันและที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตข้ามแดนใน จ.กรุงเทพฯ และนนทบุรี รวมถึงจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทยไปกัมพูชาใน จ.ตราด จุดผ่านแดนอรัญประเทศ เป็นต้น
    โดยถ่ายทอดสดและสั่งการผ่านวอร์มรูม บก.ปอท.ว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากที่เว็บการพนันรายใหญ่ 6 เว็บไซต์ ซึ่งมีทั้งชาวไทย จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นเจ้าของ บางเว็บไซต์มีผู้ใช้งานกว่า 120,000 คน/วัน ได้ย้ายไปตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทย ด้วยการลากสายสัญญาณข้ามชายแดน เนื่องจากการเข้าใช้เว็บไซต์จะมีความรวดเร็วกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตต่างประเทศ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย บก.ปอท.จึงร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (CAT) และบริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน (TOT) เข้าตรวจสอบและดำเนินการตัดเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะทำให้เว็บไซต์เหล่านี้ไม่สามารถใช้งานได้ รวมถึงจับกุมผู้กระทำผิด ตรวจยึดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและนำสมุดธนาคารมอบให้ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป
    ทั้งนี้ เว็บไซต์ส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงการจับกุมโดยจดโดเมนในต่างประเทศ แต่จะพบว่าเว็บไซต์ทั้งหมดมีการเชื่อมโยงกับบัญชีธนาคารของไทย รวม 6 ธนาคาร ขณะที่การปิดกั้นเว็บไซต์นั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการพนันอยู่นอกเหนือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งจะมีการเสนอแก้กฎหมายต่อไป
  • หลอกรักออนไลน์

    “ตำรวจไซเบอร์ ฉีกหน้ากากรักออนไลน์ รับวาเลนไทน์"
    สถิติชี้ มนุษย์ยุคสังคมก้มหน้าเดียวดายหนัก โจรรู้ทางใช้ความรักเป็นเหยื่อล่อ
    บก.ปอท.เผยกลลวงสุดเจ็บโจรใช้สนองคนโหยหารัก โดนถ้วนหน้าเด็กยันแก่ 70!
    เหลือเชื่อแค่ปีเดียวดำเนินคดีทะลุ 150 ล้านบาท! คุณสมบัติ "โสด เหงา ตังค์เหลือ" ตกเป็นเหยื่อตลอดกาล

    พ.ต.อ.ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี(บก.ปอท.) เปิดเผยถึง ความน่ากลัวของคดีโรแมนซ์สแกมว่าสังคมยุคใหม่ชักอยู่ยาก ทั้งโจรไทยโจรฝรั่งมุ่งหาประโยชน์จากความอ่อนไหวของคน เพียงแค่ Smartphone ราคาเพียง 2 พันนิดๆ พร้อมอาวุธเป็นคำหวาน และรูปโปรไฟล์ที่ดูดีน่าคบหา ก็สามารถหักอกและทำให้เหยื่อหมดตัวได้ในพริบตา วิธีการเลือกเหยื่อของโจร คุณสมบัติสุดคลาสสิคที่โจรหมายตามักจะเป็น คนโสดที่มีอายุค่อนข้างเยอะ การศึกษาดี และแน่นอนต้องมีสตางค์
    ซึ่งสาเหตุที่โจรมักเลือกเหยื่อเป็นคนอายุเยอะและการศึกษาดีนั้นก็เนื่องด้วยตรรกะง่ายๆที่คนอายุเยอะ การศึกษาดี มีหน้าที่การงานดี มักมีรายได้ดีและมีเงินเก็บอยู่เป็นกอบเป็นกำ ยิ่งไปกว่านั้นการจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อว่ามีการใช้ชีวิตและฐานะอย่างไรในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะเพียงเฝ้าดูความเคลื่อนไหวจากเฟสบุ๊คของเหยื่อก็สามารถรู้ทุกข้อมูลได้เป็นอย่างดีแล้ว เนื่องจากต้องยอมรับว่าธรรมชาติของคนใช้เฟสบุ๊ค ส่วนใหญ่นั้นมักชอบโพสต์ไลฟ์สไตล์อันหรูหราโชว์เพื่อน ซึ่งความร่ำรวยที่นำมาโพสต์โชว์เหล่านั้นท้ายสุด ได้กลับเป็นการทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของโจรที่กำลังมอนิเตอร์เลือกเหยื่อของเขาอยู่นั่นเอง
    โดยในวันวาเลนไทน์นี้ ตำรวจไซเบอร์ได้ชวนทุกคนที่พบรักออนไลน์ให้มาเช็คข้อมูลเบื้องต้นง่ายๆว่าคนที่เราคุยอยู่ด้วยนั้นเป็นรักแท้ที่กำลังตามหา หรือมีแววเป็นโจรที่มาพร้อมคำหวานกันแน่ เช็คด่วน!! 5 อาการส่งสัญญาณว่าเราถูกหลอก!!
    1.หนุ่มคนนั้นตกหลุมรักเราเร็วเท่าสัญญาณ 4G ที่ใช้คุยกัน ไม่ถึงอาทิตย์เรียก “ที่รัก” สักพักก็ขอแต่งงาน โดยสาเหตุที่โจรมักเรียกเหยื่อว่าที่รัก (หรือ Darling ในกรณีที่โจรเป็นชาวต่างชาติ) นั้นไม่ใช่เพราะเขารักคุณสุดหัวใจแต่อย่างใด แต่เพราะโจรมักคุยกับเหยื่อที่ละหลายสิบคน จึงเรียกทุกคนว่า ที่รัก ให้เหมือนกันหมด เพื่อเป็นการป้องกันการเรียกชื่อผิด !!
    2.ไม่เปิดกล้อง ไม่ยอมให้เห็นหน้า บ่ายเบี่ยงเมื่อขอเจอตัว เป็นธรรมดาที่โจรมักไม่ใช้รูปของตัวเอง แต่เอารูปของคนหน้าตาดีคนอื่นมาหลอกให้เหยื่อตกหลุมรัก และในกรณีที่คู่รักออนไลน์ของคุณเป็นชาวต่างชาติและใช้รูปโปรไฟล์เป็นฝรั่งผิวขาวนั้น ในความจริงพบว่าแทบทั้งหมดเป็นคนผิวดำไนจีเรียซึ่งใช้รูปฝรั่งผิวขาวหน้าตาดีมาหลอกเหยื่อ
    3.รักกันไม่นาน ก็มีเหตุการณ์ที่พาให้เราต้องเสียตังค์ ร้อยแปดเหตุผลที่ทำให้เราต้องโอนเงินให้ ไม่ว่าจะบอกว่าไม่สบายต้องใช้เงินรักษา ชวนทำธุรกิจ บอกปัญหาชีวิตต่างๆนานาให้เราสงสาร หรือต้องโอนเงินเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับของขวัญแสนแพงที่เขาส่งมาให้ โดยโจรจะใช้คนกลางอีกคนโทรหาเหยื่อแล้วแสร้งทำทีว่าเป็นคนจากบริษัทขนส่งหรือ




    ศุลกากรเพื่อเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการขนส่งของของนั้น(ซึ่งเทียบแล้วถือเป็นจำนวนเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขวัญแสนแพงที่เขาส่งมาให้) ก่อนที่เราจะสามารถรับของกลับไปได้
    4.ในกรณีเป็นฝรั่งมักบอกว่าเป็นชาวอังกฤษ หรืออเมริกัน แต่ดันเขียนภาษาอังกฤษผิดแกรมม่าตลอด นั่นเพราะว่าความจริงแล้วร้อยละ 99 เขาคือคนผิวดำไนจีเรียปลอมตัวมาในคราบหนุ่มฝรั่งรูปงาม หน้าที่การงานดีนั่นเอง
    5.คุยกันไม่นาน ชอบชวนเปิดกล้อง ทำกิจกรรม sex online เคสนี้เหยื่อส่วนมากมักจะเป็นคุณผู้ชายที่นึกสนุกอยากทำกิจกรรม sex online ตามคำชวนของสาวแปลกหน้าที่อยู่ดีๆก็ทักเข้ามาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โดยหารู้ไม่ว่าในขณะที่คุณกำลังสนุกกับกิจกรรมดังกล่าวกับเธอผ่านกล้องอยู่นั้น สาวคนนั้นได้อัดวีดีโอในขณะที่คุณกำลังสำเร็จความใคร่พร้อมบทสนทนาที่คุณพูดไว้ทุกคำ แล้วนำวีดีโอนั้นมาแบล็กเมล์เรียกเงินจากคุณอย่างไม่รู้จบเลยทีเดียว
    นอกจากนั้น ตำรวจไซเบอร์ยังได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ทุกคนต้องแปลกใจในการหลอกรักออนไลน์ที่คุณอาจคิดไม่ถึงอีกด้วย5 เรื่องจริงที่จะทำให้คุณตะลึง !!
    1.มีเหยื่อมากมายที่ญาติต้องบังคับให้มาแจ้งความหลังจากได้โอนเงินให้คนรักออนไลน์ไปมหาศาลแล้ว โดยแม้ในวันที่มาแจ้งความเหยื่อยังคงปักใจเชื่อว่านั่นคือรักแท้และไม่เชื่อว่าตัวเองถูกหลอกสักนิดเดียว
    2.คนถูกหลอกมักเป็นคนมีการศึกษาดี หน้าที่การงานดี ไม่ใช่คนเรียนน้อยอย่างที่หลายคนคิดกัน
    3.เหยื่อที่หลงเชื่อส่วนมากมักเป็นคนวัยกลางคนถึงสูงอายุ ที่มีอายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 45 - 60 ปี และเงินนั้นมักเป็นเงินเก็บจากการทำงานทั้งชีวิตของเหยื่อ
    4.รายที่สูญเสียมากที่สุดได้โอนเงินให้คนรักออนไลน์ที่ไม่เคยพบหน้ากันแม้แต่ครั้งเดียวเป็นจำนวนถึง 26 ครั้ง เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 33 ล้านบาท โดยใช้เวลาถึงเกือบ 2 ปี ก่อนที่เหยื่อจะทราบว่าตัวเองถูกหลอก !!
    5.ไม่น่าเชื่อว่าโจรสามารถใช้จิตวิทยาในการทำให้เหยื่อรายหนึ่งหลงเชื่อและโอนสตางค์ให้มิจฉาชีพได้ถึง 83 ครั้ง!! รวมเป็นจำนวนเงิน 13 ล้านบาท
    ผบก.ปอท.กล่าวปิดท้ายว่า ตัวเลขความเสียหายที่เห็นนี้ ถือเป็นเพียงสถิติจากผู้ที่เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ที่กองบังคับการปรามปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น มิได้นับรวมถึงเหยื่ออีกมากมายที่เข้าแจ้งความต่อเจ้าพนักงานในท้องที่ และเหยื่อที่เกิดความอับอายจนไม่กล้าเข้าแจ้งความ ดังนั้นในโลกปัจจุบันที่มีอาชญากรคอมพิวเตอร์ผุดขึ้นมามากมายเช่นในปัจจุบันนี้ ตำรวจไซเบอร์จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะมีสติพิจารณาให้ถี่ถ้วนในทุกครั้งที่ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าผ่านทางสังคมออนไลน์ เพราะในทุกวันนี้ วลีที่ว่า "รักแท้ไม่แพ้อะไร" อาจจะไม่ใช่คำที่ดีที่สุดอีกต่อไป และอาจต้องเปลี่ยนเป็นวลีที่ว่า "รักแท้เสี่ยงแพ้ทางโจร" เพื่อให้เข้ายุคสมัยมากขึ้น

    .............................................................................



    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • โรแมนซ์สแกม

    “ตำรวจไซเบอร์ ฉีกหน้ากากรักออนไลน์ รับวาเลนไทน์"
    สถิติชี้ มนุษย์ยุคสังคมก้มหน้าเดียวดายหนัก โจรรู้ทางใช้ความรักเป็นเหยื่อล่อ
    บก.ปอท.เผยกลลวงสุดเจ็บโจรใช้สนองคนโหยหารัก โดนถ้วนหน้าเด็กยันแก่ 70!
    เหลือเชื่อแค่ปีเดียวดำเนินคดีทะลุ 150 ล้านบาท! คุณสมบัติ "โสด เหงา ตังค์เหลือ" ตกเป็นเหยื่อตลอดกาล

    พ.ต.อ.ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี(บก.ปอท.) เปิดเผยถึง ความน่ากลัวของคดีโรแมนซ์สแกมว่าสังคมยุคใหม่ชักอยู่ยาก ทั้งโจรไทยโจรฝรั่งมุ่งหาประโยชน์จากความอ่อนไหวของคน เพียงแค่ Smartphone ราคาเพียง 2 พันนิดๆ พร้อมอาวุธเป็นคำหวาน และรูปโปรไฟล์ที่ดูดีน่าคบหา ก็สามารถหักอกและทำให้เหยื่อหมดตัวได้ในพริบตา วิธีการเลือกเหยื่อของโจร คุณสมบัติสุดคลาสสิคที่โจรหมายตามักจะเป็น คนโสดที่มีอายุค่อนข้างเยอะ การศึกษาดี และแน่นอนต้องมีสตางค์
    ซึ่งสาเหตุที่โจรมักเลือกเหยื่อเป็นคนอายุเยอะและการศึกษาดีนั้นก็เนื่องด้วยตรรกะง่ายๆที่คนอายุเยอะ การศึกษาดี มีหน้าที่การงานดี มักมีรายได้ดีและมีเงินเก็บอยู่เป็นกอบเป็นกำ ยิ่งไปกว่านั้นการจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อว่ามีการใช้ชีวิตและฐานะอย่างไรในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะเพียงเฝ้าดูความเคลื่อนไหวจากเฟสบุ๊คของเหยื่อก็สามารถรู้ทุกข้อมูลได้เป็นอย่างดีแล้ว เนื่องจากต้องยอมรับว่าธรรมชาติของคนใช้เฟสบุ๊ค ส่วนใหญ่นั้นมักชอบโพสต์ไลฟ์สไตล์อันหรูหราโชว์เพื่อน ซึ่งความร่ำรวยที่นำมาโพสต์โชว์เหล่านั้นท้ายสุด ได้กลับเป็นการทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของโจรที่กำลังมอนิเตอร์เลือกเหยื่อของเขาอยู่นั่นเอง
    โดยในวันวาเลนไทน์นี้ ตำรวจไซเบอร์ได้ชวนทุกคนที่พบรักออนไลน์ให้มาเช็คข้อมูลเบื้องต้นง่ายๆว่าคนที่เราคุยอยู่ด้วยนั้นเป็นรักแท้ที่กำลังตามหา หรือมีแววเป็นโจรที่มาพร้อมคำหวานกันแน่ เช็คด่วน!! 5 อาการส่งสัญญาณว่าเราถูกหลอก!!
    1.หนุ่มคนนั้นตกหลุมรักเราเร็วเท่าสัญญาณ 4G ที่ใช้คุยกัน ไม่ถึงอาทิตย์เรียก “ที่รัก” สักพักก็ขอแต่งงาน โดยสาเหตุที่โจรมักเรียกเหยื่อว่าที่รัก (หรือ Darling ในกรณีที่โจรเป็นชาวต่างชาติ) นั้นไม่ใช่เพราะเขารักคุณสุดหัวใจแต่อย่างใด แต่เพราะโจรมักคุยกับเหยื่อที่ละหลายสิบคน จึงเรียกทุกคนว่า ที่รัก ให้เหมือนกันหมด เพื่อเป็นการป้องกันการเรียกชื่อผิด !!
    2.ไม่เปิดกล้อง ไม่ยอมให้เห็นหน้า บ่ายเบี่ยงเมื่อขอเจอตัว เป็นธรรมดาที่โจรมักไม่ใช้รูปของตัวเอง แต่เอารูปของคนหน้าตาดีคนอื่นมาหลอกให้เหยื่อตกหลุมรัก และในกรณีที่คู่รักออนไลน์ของคุณเป็นชาวต่างชาติและใช้รูปโปรไฟล์เป็นฝรั่งผิวขาวนั้น ในความจริงพบว่าแทบทั้งหมดเป็นคนผิวดำไนจีเรียซึ่งใช้รูปฝรั่งผิวขาวหน้าตาดีมาหลอกเหยื่อ
    3.รักกันไม่นาน ก็มีเหตุการณ์ที่พาให้เราต้องเสียตังค์ ร้อยแปดเหตุผลที่ทำให้เราต้องโอนเงินให้ ไม่ว่าจะบอกว่าไม่สบายต้องใช้เงินรักษา ชวนทำธุรกิจ บอกปัญหาชีวิตต่างๆนานาให้เราสงสาร หรือต้องโอนเงินเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับของขวัญแสนแพงที่เขาส่งมาให้ โดยโจรจะใช้คนกลางอีกคนโทรหาเหยื่อแล้วแสร้งทำทีว่าเป็นคนจากบริษัทขนส่งหรือ




    ศุลกากรเพื่อเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการขนส่งของของนั้น(ซึ่งเทียบแล้วถือเป็นจำนวนเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขวัญแสนแพงที่เขาส่งมาให้) ก่อนที่เราจะสามารถรับของกลับไปได้
    4.ในกรณีเป็นฝรั่งมักบอกว่าเป็นชาวอังกฤษ หรืออเมริกัน แต่ดันเขียนภาษาอังกฤษผิดแกรมม่าตลอด นั่นเพราะว่าความจริงแล้วร้อยละ 99 เขาคือคนผิวดำไนจีเรียปลอมตัวมาในคราบหนุ่มฝรั่งรูปงาม หน้าที่การงานดีนั่นเอง
    5.คุยกันไม่นาน ชอบชวนเปิดกล้อง ทำกิจกรรม sex online เคสนี้เหยื่อส่วนมากมักจะเป็นคุณผู้ชายที่นึกสนุกอยากทำกิจกรรม sex online ตามคำชวนของสาวแปลกหน้าที่อยู่ดีๆก็ทักเข้ามาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โดยหารู้ไม่ว่าในขณะที่คุณกำลังสนุกกับกิจกรรมดังกล่าวกับเธอผ่านกล้องอยู่นั้น สาวคนนั้นได้อัดวีดีโอในขณะที่คุณกำลังสำเร็จความใคร่พร้อมบทสนทนาที่คุณพูดไว้ทุกคำ แล้วนำวีดีโอนั้นมาแบล็กเมล์เรียกเงินจากคุณอย่างไม่รู้จบเลยทีเดียว
    นอกจากนั้น ตำรวจไซเบอร์ยังได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ทุกคนต้องแปลกใจในการหลอกรักออนไลน์ที่คุณอาจคิดไม่ถึงอีกด้วย5 เรื่องจริงที่จะทำให้คุณตะลึง !!
    1.มีเหยื่อมากมายที่ญาติต้องบังคับให้มาแจ้งความหลังจากได้โอนเงินให้คนรักออนไลน์ไปมหาศาลแล้ว โดยแม้ในวันที่มาแจ้งความเหยื่อยังคงปักใจเชื่อว่านั่นคือรักแท้และไม่เชื่อว่าตัวเองถูกหลอกสักนิดเดียว
    2.คนถูกหลอกมักเป็นคนมีการศึกษาดี หน้าที่การงานดี ไม่ใช่คนเรียนน้อยอย่างที่หลายคนคิดกัน
    3.เหยื่อที่หลงเชื่อส่วนมากมักเป็นคนวัยกลางคนถึงสูงอายุ ที่มีอายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 45 - 60 ปี และเงินนั้นมักเป็นเงินเก็บจากการทำงานทั้งชีวิตของเหยื่อ
    4.รายที่สูญเสียมากที่สุดได้โอนเงินให้คนรักออนไลน์ที่ไม่เคยพบหน้ากันแม้แต่ครั้งเดียวเป็นจำนวนถึง 26 ครั้ง เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 33 ล้านบาท โดยใช้เวลาถึงเกือบ 2 ปี ก่อนที่เหยื่อจะทราบว่าตัวเองถูกหลอก !!
    5.ไม่น่าเชื่อว่าโจรสามารถใช้จิตวิทยาในการทำให้เหยื่อรายหนึ่งหลงเชื่อและโอนสตางค์ให้มิจฉาชีพได้ถึง 83 ครั้ง!! รวมเป็นจำนวนเงิน 13 ล้านบาท
    ผบก.ปอท.กล่าวปิดท้ายว่า ตัวเลขความเสียหายที่เห็นนี้ ถือเป็นเพียงสถิติจากผู้ที่เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ที่กองบังคับการปรามปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น มิได้นับรวมถึงเหยื่ออีกมากมายที่เข้าแจ้งความต่อเจ้าพนักงานในท้องที่ และเหยื่อที่เกิดความอับอายจนไม่กล้าเข้าแจ้งความ ดังนั้นในโลกปัจจุบันที่มีอาชญากรคอมพิวเตอร์ผุดขึ้นมามากมายเช่นในปัจจุบันนี้ ตำรวจไซเบอร์จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะมีสติพิจารณาให้ถี่ถ้วนในทุกครั้งที่ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าผ่านทางสังคมออนไลน์ เพราะในทุกวันนี้ วลีที่ว่า "รักแท้ไม่แพ้อะไร" อาจจะไม่ใช่คำที่ดีที่สุดอีกต่อไป และอาจต้องเปลี่ยนเป็นวลีที่ว่า "รักแท้เสี่ยงแพ้ทางโจร" เพื่อให้เข้ายุคสมัยมากขึ้น

    .............................................................................



    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • ตำรวจไซเบอร์

    “ตำรวจไซเบอร์ ฉีกหน้ากากรักออนไลน์ รับวาเลนไทน์"
    สถิติชี้ มนุษย์ยุคสังคมก้มหน้าเดียวดายหนัก โจรรู้ทางใช้ความรักเป็นเหยื่อล่อ
    บก.ปอท.เผยกลลวงสุดเจ็บโจรใช้สนองคนโหยหารัก โดนถ้วนหน้าเด็กยันแก่ 70!
    เหลือเชื่อแค่ปีเดียวดำเนินคดีทะลุ 150 ล้านบาท! คุณสมบัติ "โสด เหงา ตังค์เหลือ" ตกเป็นเหยื่อตลอดกาล

    พ.ต.อ.ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี(บก.ปอท.) เปิดเผยถึง ความน่ากลัวของคดีโรแมนซ์สแกมว่าสังคมยุคใหม่ชักอยู่ยาก ทั้งโจรไทยโจรฝรั่งมุ่งหาประโยชน์จากความอ่อนไหวของคน เพียงแค่ Smartphone ราคาเพียง 2 พันนิดๆ พร้อมอาวุธเป็นคำหวาน และรูปโปรไฟล์ที่ดูดีน่าคบหา ก็สามารถหักอกและทำให้เหยื่อหมดตัวได้ในพริบตา วิธีการเลือกเหยื่อของโจร คุณสมบัติสุดคลาสสิคที่โจรหมายตามักจะเป็น คนโสดที่มีอายุค่อนข้างเยอะ การศึกษาดี และแน่นอนต้องมีสตางค์
    ซึ่งสาเหตุที่โจรมักเลือกเหยื่อเป็นคนอายุเยอะและการศึกษาดีนั้นก็เนื่องด้วยตรรกะง่ายๆที่คนอายุเยอะ การศึกษาดี มีหน้าที่การงานดี มักมีรายได้ดีและมีเงินเก็บอยู่เป็นกอบเป็นกำ ยิ่งไปกว่านั้นการจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อว่ามีการใช้ชีวิตและฐานะอย่างไรในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะเพียงเฝ้าดูความเคลื่อนไหวจากเฟสบุ๊คของเหยื่อก็สามารถรู้ทุกข้อมูลได้เป็นอย่างดีแล้ว เนื่องจากต้องยอมรับว่าธรรมชาติของคนใช้เฟสบุ๊ค ส่วนใหญ่นั้นมักชอบโพสต์ไลฟ์สไตล์อันหรูหราโชว์เพื่อน ซึ่งความร่ำรวยที่นำมาโพสต์โชว์เหล่านั้นท้ายสุด ได้กลับเป็นการทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของโจรที่กำลังมอนิเตอร์เลือกเหยื่อของเขาอยู่นั่นเอง
    โดยในวันวาเลนไทน์นี้ ตำรวจไซเบอร์ได้ชวนทุกคนที่พบรักออนไลน์ให้มาเช็คข้อมูลเบื้องต้นง่ายๆว่าคนที่เราคุยอยู่ด้วยนั้นเป็นรักแท้ที่กำลังตามหา หรือมีแววเป็นโจรที่มาพร้อมคำหวานกันแน่ เช็คด่วน!! 5 อาการส่งสัญญาณว่าเราถูกหลอก!!
    1.หนุ่มคนนั้นตกหลุมรักเราเร็วเท่าสัญญาณ 4G ที่ใช้คุยกัน ไม่ถึงอาทิตย์เรียก “ที่รัก” สักพักก็ขอแต่งงาน โดยสาเหตุที่โจรมักเรียกเหยื่อว่าที่รัก (หรือ Darling ในกรณีที่โจรเป็นชาวต่างชาติ) นั้นไม่ใช่เพราะเขารักคุณสุดหัวใจแต่อย่างใด แต่เพราะโจรมักคุยกับเหยื่อที่ละหลายสิบคน จึงเรียกทุกคนว่า ที่รัก ให้เหมือนกันหมด เพื่อเป็นการป้องกันการเรียกชื่อผิด !!
    2.ไม่เปิดกล้อง ไม่ยอมให้เห็นหน้า บ่ายเบี่ยงเมื่อขอเจอตัว เป็นธรรมดาที่โจรมักไม่ใช้รูปของตัวเอง แต่เอารูปของคนหน้าตาดีคนอื่นมาหลอกให้เหยื่อตกหลุมรัก และในกรณีที่คู่รักออนไลน์ของคุณเป็นชาวต่างชาติและใช้รูปโปรไฟล์เป็นฝรั่งผิวขาวนั้น ในความจริงพบว่าแทบทั้งหมดเป็นคนผิวดำไนจีเรียซึ่งใช้รูปฝรั่งผิวขาวหน้าตาดีมาหลอกเหยื่อ
    3.รักกันไม่นาน ก็มีเหตุการณ์ที่พาให้เราต้องเสียตังค์ ร้อยแปดเหตุผลที่ทำให้เราต้องโอนเงินให้ ไม่ว่าจะบอกว่าไม่สบายต้องใช้เงินรักษา ชวนทำธุรกิจ บอกปัญหาชีวิตต่างๆนานาให้เราสงสาร หรือต้องโอนเงินเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับของขวัญแสนแพงที่เขาส่งมาให้ โดยโจรจะใช้คนกลางอีกคนโทรหาเหยื่อแล้วแสร้งทำทีว่าเป็นคนจากบริษัทขนส่งหรือ




    ศุลกากรเพื่อเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการขนส่งของของนั้น(ซึ่งเทียบแล้วถือเป็นจำนวนเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าของขวัญแสนแพงที่เขาส่งมาให้) ก่อนที่เราจะสามารถรับของกลับไปได้
    4.ในกรณีเป็นฝรั่งมักบอกว่าเป็นชาวอังกฤษ หรืออเมริกัน แต่ดันเขียนภาษาอังกฤษผิดแกรมม่าตลอด นั่นเพราะว่าความจริงแล้วร้อยละ 99 เขาคือคนผิวดำไนจีเรียปลอมตัวมาในคราบหนุ่มฝรั่งรูปงาม หน้าที่การงานดีนั่นเอง
    5.คุยกันไม่นาน ชอบชวนเปิดกล้อง ทำกิจกรรม sex online เคสนี้เหยื่อส่วนมากมักจะเป็นคุณผู้ชายที่นึกสนุกอยากทำกิจกรรม sex online ตามคำชวนของสาวแปลกหน้าที่อยู่ดีๆก็ทักเข้ามาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โดยหารู้ไม่ว่าในขณะที่คุณกำลังสนุกกับกิจกรรมดังกล่าวกับเธอผ่านกล้องอยู่นั้น สาวคนนั้นได้อัดวีดีโอในขณะที่คุณกำลังสำเร็จความใคร่พร้อมบทสนทนาที่คุณพูดไว้ทุกคำ แล้วนำวีดีโอนั้นมาแบล็กเมล์เรียกเงินจากคุณอย่างไม่รู้จบเลยทีเดียว
    นอกจากนั้น ตำรวจไซเบอร์ยังได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ทุกคนต้องแปลกใจในการหลอกรักออนไลน์ที่คุณอาจคิดไม่ถึงอีกด้วย5 เรื่องจริงที่จะทำให้คุณตะลึง !!
    1.มีเหยื่อมากมายที่ญาติต้องบังคับให้มาแจ้งความหลังจากได้โอนเงินให้คนรักออนไลน์ไปมหาศาลแล้ว โดยแม้ในวันที่มาแจ้งความเหยื่อยังคงปักใจเชื่อว่านั่นคือรักแท้และไม่เชื่อว่าตัวเองถูกหลอกสักนิดเดียว
    2.คนถูกหลอกมักเป็นคนมีการศึกษาดี หน้าที่การงานดี ไม่ใช่คนเรียนน้อยอย่างที่หลายคนคิดกัน
    3.เหยื่อที่หลงเชื่อส่วนมากมักเป็นคนวัยกลางคนถึงสูงอายุ ที่มีอายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 45 - 60 ปี และเงินนั้นมักเป็นเงินเก็บจากการทำงานทั้งชีวิตของเหยื่อ
    4.รายที่สูญเสียมากที่สุดได้โอนเงินให้คนรักออนไลน์ที่ไม่เคยพบหน้ากันแม้แต่ครั้งเดียวเป็นจำนวนถึง 26 ครั้ง เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 33 ล้านบาท โดยใช้เวลาถึงเกือบ 2 ปี ก่อนที่เหยื่อจะทราบว่าตัวเองถูกหลอก !!
    5.ไม่น่าเชื่อว่าโจรสามารถใช้จิตวิทยาในการทำให้เหยื่อรายหนึ่งหลงเชื่อและโอนสตางค์ให้มิจฉาชีพได้ถึง 83 ครั้ง!! รวมเป็นจำนวนเงิน 13 ล้านบาท
    ผบก.ปอท.กล่าวปิดท้ายว่า ตัวเลขความเสียหายที่เห็นนี้ ถือเป็นเพียงสถิติจากผู้ที่เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ที่กองบังคับการปรามปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น มิได้นับรวมถึงเหยื่ออีกมากมายที่เข้าแจ้งความต่อเจ้าพนักงานในท้องที่ และเหยื่อที่เกิดความอับอายจนไม่กล้าเข้าแจ้งความ ดังนั้นในโลกปัจจุบันที่มีอาชญากรคอมพิวเตอร์ผุดขึ้นมามากมายเช่นในปัจจุบันนี้ ตำรวจไซเบอร์จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะมีสติพิจารณาให้ถี่ถ้วนในทุกครั้งที่ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าผ่านทางสังคมออนไลน์ เพราะในทุกวันนี้ วลีที่ว่า "รักแท้ไม่แพ้อะไร" อาจจะไม่ใช่คำที่ดีที่สุดอีกต่อไป และอาจต้องเปลี่ยนเป็นวลีที่ว่า "รักแท้เสี่ยงแพ้ทางโจร" เพื่อให้เข้ายุคสมัยมากขึ้น

    .............................................................................



    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • ซาโนฟี่วิ่งเพื่อเด็กลุ่มแม่น้ำโขง

    เจ็ม ออซ์เติร์ก ผู้จัดการทั่วไป ซาโนฟี่ ประเทศไทย เฟลิเซีย เดอ โมซ์ ผู้จัดการระดมเงินทุนประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลนิธิเด็กลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และพนักงาน บริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านการดูแลสุขภาพ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก จัดกิจกรรม Sanofi Run For Enfants du Mekong “ซาโนฟี่วิ่งเพื่อเด็กลุ่มแม่น้ำโขง” ร่วมวิ่งในงานแสตนดาร์ดชาร์เตอร์กรุงเทพมาราธอน ประจำปี2558 โดยพนักงานซาโนฟี่ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ทางบริษัทจะร่วมบริจาคเงินจำนวนเท่ากับค่าสมัครตามระยะทางวิ่ง ให้แก่มูลนิธิเด็กลุ่มแม่น้ำโขง (Enfants du Mekong) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ (Non-governmental organization – NGO) ที่ไม่แสวงผลกำไร เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ยากจนในประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขงและหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา จีน (ยูนนาน) ลาว เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาและกลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาภูมิภาคนี้ให้เจริญก้าวหน้า ร่วมบริจาคเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิเพื่อเด็กยากจนลุ่มแม่น้ำโขงแห่งประเทศไทยwww.enfantsdumekong.com

  • ซาโนฟี่วิ่งเพื่อเด็กลุ่มแม่น้ำโขง

    เจ็ม ออซ์เติร์ก (กลางแถวหน้า) ผู้จัดการทั่วไป ซาโนฟี่ ประเทศไทย เฟลิเซีย เดอ โมซ์ ผู้จัดการระดมเงินทุนประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลนิธิเด็กลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และพนักงาน บริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านการดูแลสุขภาพ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก จัดกิจกรรม Sanofi Run For Enfants du Mekong “ซาโนฟี่วิ่งเพื่อเด็กลุ่มแม่น้ำโขง” ร่วมวิ่งในงานแสตนดาร์ดชาร์เตอร์กรุงเทพมาราธอน ประจำปี2558 โดยพนักงานซาโนฟี่ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ทางบริษัทจะร่วมบริจาคเงินจำนวนเท่ากับค่าสมัครตามระยะทางวิ่ง ให้แก่มูลนิธิเด็กลุ่มแม่น้ำโขง (Enfants du Mekong) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ (Non-governmental organization – NGO) ที่ไม่แสวงผลกำไร เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ยากจนในประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขงและหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา จีน (ยูนนาน) ลาว เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาและกลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาภูมิภาคนี้ให้เจริญก้าวหน้า ร่วมบริจาคเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิเพื่อเด็กยากจนลุ่มแม่น้ำโขงแห่งประเทศไทยwww.enfantsdumekong.com


  • ซาโนฟี่วิ่งเพื่อเด็กลุ่มแม่น้ำโขง

    เจ็ม ออซ์เติร์ก (กลางแถวหน้า) ผู้จัดการทั่วไป ซาโนฟี่ ประเทศไทย เฟลิเซีย เดอ โมซ์ ผู้จัดการระดมเงินทุนประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลนิธิเด็กลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และพนักงาน บริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านการดูแลสุขภาพ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก จัดกิจกรรม Sanofi Run For Enfants du Mekong “ซาโนฟี่วิ่งเพื่อเด็กลุ่มแม่น้ำโขง” ร่วมวิ่งในงานแสตนดาร์ดชาร์เตอร์กรุงเทพมาราธอน ประจำปี2558 โดยพนักงานซาโนฟี่ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ทางบริษัทจะร่วมบริจาคเงินจำนวนเท่ากับค่าสมัครตามระยะทางวิ่ง ให้แก่มูลนิธิเด็กลุ่มแม่น้ำโขง (Enfants du Mekong) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐ (Non-governmental organization – NGO) ที่ไม่แสวงผลกำไร เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ยากจนในประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขงและหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ได้แก่ ประเทศกัมพูชา จีน (ยูนนาน) ลาว เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาและกลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาภูมิภาคนี้ให้เจริญก้าวหน้า ร่วมบริจาคเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิเพื่อเด็กยากจนลุ่มแม่น้ำโขงแห่งประเทศไทยwww.enfantsdumekong.com


  • ซาโนฟี่ เผยผลวิจัยวัคซีนตัวใหม่


    ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ผู้นำในการผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อกว่า 20 โรค และสามารถผลิตได้มากกว่าหนึ่งพันล้านโดสต่อปี ให้กับประชากรกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก ในทุกๆวันเราลงทุนมากกว่าหนึ่งล้านยูโร ในการค้นคว้าและพัฒนาวัคซีน เพื่อปกป้องชีวิตผู้คนทั่วโลก ปัจจุบันเรามีโครงการวิจัยและทดสอบวัคซีนชื่อ ซีดิฟเฟนส์ (Cdiffense) เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
    แพทย์หญิงดนยา จันทร์สิงหกุล ผู้อำนวยการแผนกวิจัยและพัฒนาวัคซีนทางคลินิก บริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ซาโนฟี่กำลังทำการศึกษาวิจัยระยะที่สาม ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย ชื่อ ซีดิฟเฟนส์ (Cdiffense) เพื่อประเมินความปลอดภัย และความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยป้องกันโรคติดเชื้อคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล (Clostridium difficile) ที่เรียกสั้น ๆ ว่า CDI หรือ ซีดิฟฟ์ (C. diff) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดสร้างสปอร์ทำให้ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ โดยมีอาการถ่ายเหลวและเสียชีวิตได้ ความเสี่ยงของการติดเชื้อจะสูงขึ้นตามอายุ โรคนี้มักพบในผู้ป่วยที่พักรักษาอยู่ในโรงพยาบาล หรือ ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ผู้ที่ป่วยเป็น CDI พบว่าร้อยละ 20 – 30 จะป่วยซ้ำ จึงต้องกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลอีก และต้องใช้เวลาพักอยู่ในโรงพยาบาลนานกว่าเดิม
    สำหรับภูมิภาคเอเชีย ไม่มีการศึกษาเรื่องแบคทีเรียซีดิฟฟิไซล อย่างจริงจัง แต่ผลการศึกษาพบว่า CDI เป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อ ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ประเทศแถบทวีปเอเชีย
    โครงการศึกษาวิจัยวัคซีน ซีดิฟเฟนส์ มีศูนย์วิจัยกว่า 200 แห่ง กว่า20ประเทศทั่วโลก โดยจะมีอาสาสมัครเข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและมีแผนจะเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลหรือเพิ่งพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและเคยได้รับยาปฏิชีวนะในช่วง1ปี โดยมีแผนจะรับอาสาสมัครจำนวนมากถึง 15,000 คน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sanofipasteur.com หรือ www.sanofipasteur.url
  • ซีดิฟเฟนส์ (Cdiffense)

    การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายทั้งกับคนและสัตว์เป็นปัจจัยเสี่ยง โรคติดเชื้อซีดิฟฟ์ในไทย

    แพทย์หญิงดนยา จันทร์สิงหกุล ผู้อำนวยการแผนกวิจัยและพัฒนาวัคซีนทางคลินิก บริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ เปิดเผยว่า สถิติผู้ติดเชื้อหรือมีโรคแทรกซ้อนขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลทั่วโลก พบว่า มีอุบัติการณ์ของโรคมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ติดเชื้อประมาณ 1-3% ของประชากร โดยมีประชากรที่เป็นพาหะของเชื้อคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล (Clostridium difficile) หรือรู้จักกันในชื่อซีดิฟฟ์ (C. diff) คือมีเชื้อแบคทีเรียในตัวแต่ยังไม่แสดงอาการของโรค โดยพบมากถึง 25% และ 52% ในผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล และผู้ที่พักฟื้นในสถานพยาบาล เช่น บ้านพักคนชรา จากรายงานศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคในสหรัฐอเมริกา (U.S. CDC) พบผู้ติดเชื้อซีดิฟฟ์ (C. diff) 500,000 คนต่อปี โดยมากกกว่า 1 ใน 5 ของผู้ติดเชื้อจะมีการติดเชื้อซ้ำ และพบมีผู้ป่วยเสียชีวิตถึง 29,000 ราย โดยเฉพาะในผู้สูงวัย ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 80
    สำหรับผู้ที่ติดเชื้อหรือมีโรคแทรกซ้อนขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาลของประเทศไทย โรคติดเชื้อซีดิฟฟ์ (หรือ CDI) ยังไม่เป็นโรคที่ต้องรายงาน ดังนั้นข้อมูลการติดเชื้อจึงมีจำกัด จากการทบทวนการศึกษาของโรงพยาบาลในกรุงเทพฯที่มีการตรวจหาเชื้อซีดิฟฟ์ ในอุจจาระของผู้ป่วย มีรายงานการพบเชื้อตั้งแต่ 4.8% ถึง 52.2% ทั้งนี้ขึ้นกับวิธีการตรวจ และอายุของผู้ป่วยที่ทำการศึกษา การมีโรคประจำตัว และการใช้ยาปฏิชีวนะ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า อุบัติการณ์ของโรคและการแพร่กระจายของเชื้อมักขึ้นกับ การรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงปัจจัยเสี่ยง อาการที่แสดงของโรค การรักษา และ ผลของโรคที่พบ ไม่แตกต่างจากที่พบในประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างแพร่หลายทั้งในคนและสัตว์ในประเทศไทย ตลอดจนการมีแนวโน้มของประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคติดเชื้อซีดิฟฟ์ในประเทศไทย
    การศึกษาวิจัย วัคซีนชื่อซีดิฟเฟนส์ (Cdiffense) เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ ขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ของบริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำในการผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก ปัจจุบันโครงการศึกษาวิจัยวัคซีน ซีดิฟเฟนส์ อยู่ในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการศึกษาวิจัย ประสิทธิภาพ การตอบสนองภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยของวัคซีนในอาสาสมัครที่มีความเสี่ยง ต่อการติดเชื้อ คลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล (C. difficile) โดยมีศูนย์วิจัยกว่า 200 แห่งในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก และมีอาสาสมัครเข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและมีแผนจะเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลหรือเพิ่งพักรักษาตัวอยู่ในโรง พยาบาลและเคยได้รับยาปฏิชีวนะในช่วง 1 ปี โดยมีแผนจะรับอาสาสมัครจำนวนมากถึง 15,000 คน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นการศึกษาในปี พ.ศ. 2561 หลังจากนั้นจึงจะมีการยืนขออนุมัติขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือ(อย.)สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sanofipasteur.com หรือ www.sanofipasteur.url

  • วัคซีนตัวใหม่ ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อ


    ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ผู้นำในการผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อกว่า 20 โรค และสามารถผลิตได้มากกว่าหนึ่งพันล้านโดสต่อปี ให้กับประชากรกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก ในทุกๆวันเราลงทุนมากกว่าหนึ่งล้านยูโร ในการค้นคว้าและพัฒนาวัคซีน เพื่อปกป้องชีวิตผู้คนทั่วโลก ปัจจุบันเรามีโครงการวิจัยและทดสอบวัคซีนชื่อ ซีดิฟเฟนส์ (Cdiffense) เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
    แพทย์หญิงดนยา จันทร์สิงหกุล ผู้อำนวยการแผนกวิจัยและพัฒนาวัคซีนทางคลินิก บริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ซาโนฟี่กำลังทำการศึกษาวิจัยระยะที่สาม ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย ชื่อ ซีดิฟเฟนส์ (Cdiffense) เพื่อประเมินความปลอดภัย และความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยป้องกันโรคติดเชื้อคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล (Clostridium difficile) ที่เรียกสั้น ๆ ว่า CDI หรือ ซีดิฟฟ์ (C. diff) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดสร้างสปอร์ทำให้ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ โดยมีอาการถ่ายเหลวและเสียชีวิตได้ ความเสี่ยงของการติดเชื้อจะสูงขึ้นตามอายุ โรคนี้มักพบในผู้ป่วยที่พักรักษาอยู่ในโรงพยาบาล หรือ ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ผู้ที่ป่วยเป็น CDI พบว่าร้อยละ 20 – 30 จะป่วยซ้ำ จึงต้องกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลอีก และต้องใช้เวลาพักอยู่ในโรงพยาบาลนานกว่าเดิม
    สำหรับภูมิภาคเอเชีย ไม่มีการศึกษาเรื่องแบคทีเรียซีดิฟฟิไซล อย่างจริงจัง แต่ผลการศึกษาพบว่า CDI เป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อ ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ประเทศแถบทวีปเอเชีย
    โครงการศึกษาวิจัยวัคซีน ซีดิฟเฟนส์ มีศูนย์วิจัยกว่า 200 แห่ง กว่า20ประเทศทั่วโลก โดยจะมีอาสาสมัครเข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและมีแผนจะเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลหรือเพิ่งพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและเคยได้รับยาปฏิชีวนะในช่วง1ปี โดยมีแผนจะรับอาสาสมัครจำนวนมากถึง 15,000 คน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sanofipasteur.com หรือ www.sanofipasteur.url
  • ปอท.ลุยเข้ม ไลค์ คอมเม้นท์ แชร์ โพสต์

    พ.ต.อ.สมพร แดงดี รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รองผบก.ปอท.) ในฐานะผู้รับผิดชอบและดูแลการกระทำความผิดเกี่ยวเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ลุยเข้มขจัดการกระทำผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์ หลังจำนวนผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้น เร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลกฎหมายและพรบ. คอมพิวเตอร์ ย้ำชัดหมดเวลาอ้างวลีฮิต “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” จากนี้หากทำผิด จับแน่ ปรับแน่ คุกแน่ๆ
    เพื่อเร่งสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) จึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรม “โพสต์ต้องคิด...คลิกเสี่ยงคุก!” ภายใต้ “โครงการออนไลน์ใสสะอาด เรารักในหลวง” เพื่อรณรงค์ให้ความรู้ใน 2 ประเด็นคือ 1. ให้ประชาชนเข้าใจกฎหมายในการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัยและ 2. เพื่อให้ประชาชนรู้ทันกลอุบายต่างๆเพื่อสามารถป้องกันตนเองและไม่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อไป โดยหลังจากนี้เป็นต้นไป จะดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวอย่างจริงจัง หมดเวลาจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ดังนั้นประชาชนต้องรู้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นประมาทซึ่งมีประชาชนเข้ามาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน
    ด้วยเหตุนี้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจึงได้รวบรวม 10 พฤติกรรมที่ประชาชนมักกระทำผิดพร้อมโทษที่จะได้รับ ชี้ชัดประชาชนต้องหันมาสนใจกฎหมาย และ พรบ.คอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง เนื่องจากการกระทำผิดด้วยการ กดไลค์ คอมเม้นท์ แชร์ โพสต์ เพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำให้ท่านติดคุกได้ ต่างจากในอดีตซึ่งประชาชนต้องทำความผิดอาญาร้ายแรงถึงจะติดคุก
    สำหรับข้อมูล 10 พฤติกรรมเสี่ยงคุก ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้รวบรวมไว้ให้ประชาชนมีดังนี้
    1.Upload รูปลามกอนาจารทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลก ไม่ว่าจะรูปตัวเองหรือรูปคนอื่น/ คุกเน้นๆได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    2.ตั้งตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือ ที่ชอบปล่อยข่าวให้บ้านเมืองเกิดความชุลมุนวุ่นวาย/ มีโอกาสได้ไปนอนคิดทบทวนพฤติกรรมตัวเองอย่างเงียบๆในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    3.พวกที่ชอบใช้วิทยายุทธเฉพาะตัว ตัดต่อภาพคนโน้นคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งภาพวีดีโอ แล้วนำมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ทำให้เจ้าของภาพเสียหาย อับอาย / ถูกฟ้องขึ้นมาอาจต้องไปสงบสติอารมณ์ในคุกได้ถึงสามปี หรือเจอปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    4.แอบ Save ขโมยข้อมูลของคนอื่น แล้วเอาไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเอง เพื่อการหากำไร เพื่อนำไปใช้กลั่นแกล้ง/ ถ้าถูกจับได้มีหวังถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ รวมทั้งตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และพรบ. คอมพิวเตอร์แน่นอน
    5.พวกชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น กุเรื่องต่างๆนานา ให้คนอื่นเสียหาย อับอาย ขายหน้า / อาจต้องไปนั่งสลดในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    6.มีความอยากรู้อยากเห็นสูง เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา ชอบแอบเอา ID หรือ Password ผู้อื่นไปแอบดูข้อมูลต่างๆนานาของบุคคลอื่น / เจอฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย มีสิทธิ์เจอทั้งคุกทั้งปรับแลกกับความอยากรู้อยากเห็นกันไปเลย
    7.เห็น File งานของคนอื่นไม่ได้ มักมือบอนไปลบ เพิ่มเติม หรือแก้ไขเนื้อหาใน File นั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่สุดท้ายเกิดความเสียหายแก่เจ้าของไฟล์นั้น / แบบนี้เจอคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแน่นอน
    8.ชอบส่งอีเมลลูกโซ่โดยไม่บอกที่มา ประเภทว่าถ้าไม่ทำตาม ไม่ส่งต่อ ชีวิตท่านจะต้องตกทุกข์ได้ยากไปชั่วกัลปาวสาน การส่งอีเมลโฆษณาขายของต่างๆนานาที่ผู้รับไม่ต้องการ สร้างความน่าเบื่อหน่าย สุดแสนรำคาญแก่ผู้ได้รับ / นอกจากจะถูกสาปแช่งจากผู้รับแล้ว ถ้าถูกจับได้ จัดไปถึงหนึ่งแสนบาท
    9.ชอบตั้งสำนักข่าวเป็นของตัวเอง เจออะไรทั้งใน Line, Facebook , Twitter เป็นขอกดแชร์ไว้ก่อน เรื่องจริงไม่จริงไม่เคยคิดเช็ค ซึ่งถ้าเกิดดันไปส่งต่อข้อความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรมาก / เจอคุกพอๆกับคนเริ่มข้อความเหล่านั้น รับโทษไปด้วยกันทั้งคนทำคนส่งต่อพร้อมๆกันไปเลย
    10.การโพสต์ข้อความใดๆที่เป็นการหมิ่นเบื้องสูง หรือทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูงซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทยให้ได้รับความเสื่อมเสียแห่งเกียรติยศอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร /ถือเป็นความผิดร้ายแรงทั้งกฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกสูงสุดได้ถึง สิบห้าปี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tcsd.in.th
    ...........................................................................
    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • 10 พฤติกรรมเสี่ยงคุก

    10 พฤติกรรมเสี่ยงคุก ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้รวบรวมไว้ให้ประชาชนมีดังนี้
    1.Upload รูปลามกอนาจารทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลก ไม่ว่าจะรูปตัวเองหรือรูปคนอื่น/ คุกเน้นๆได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    2.ตั้งตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือ ที่ชอบปล่อยข่าวให้บ้านเมืองเกิดความชุลมุนวุ่นวาย/ มีโอกาสได้ไปนอนคิดทบทวนพฤติกรรมตัวเองอย่างเงียบๆในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    3.พวกที่ชอบใช้วิทยายุทธเฉพาะตัว ตัดต่อภาพคนโน้นคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งภาพวีดีโอ แล้วนำมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ทำให้เจ้าของภาพเสียหาย อับอาย / ถูกฟ้องขึ้นมาอาจต้องไปสงบสติอารมณ์ในคุกได้ถึงสามปี หรือเจอปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    4.แอบ Save ขโมยข้อมูลของคนอื่น แล้วเอาไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเอง เพื่อการหากำไร เพื่อนำไปใช้กลั่นแกล้ง/ ถ้าถูกจับได้มีหวังถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ รวมทั้งตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และพรบ. คอมพิวเตอร์แน่นอน
    5.พวกชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น กุเรื่องต่างๆนานา ให้คนอื่นเสียหาย อับอาย ขายหน้า / อาจต้องไปนั่งสลดในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    6.มีความอยากรู้อยากเห็นสูง เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา ชอบแอบเอา ID หรือ Password ผู้อื่นไปแอบดูข้อมูลต่างๆนานาของบุคคลอื่น / เจอฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย มีสิทธิ์เจอทั้งคุกทั้งปรับแลกกับความอยากรู้อยากเห็นกันไปเลย
    7.เห็น File งานของคนอื่นไม่ได้ มักมือบอนไปลบ เพิ่มเติม หรือแก้ไขเนื้อหาใน File นั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่สุดท้ายเกิดความเสียหายแก่เจ้าของไฟล์นั้น / แบบนี้เจอคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแน่นอน
    8.ชอบส่งอีเมลลูกโซ่โดยไม่บอกที่มา ประเภทว่าถ้าไม่ทำตาม ไม่ส่งต่อ ชีวิตท่านจะต้องตกทุกข์ได้ยากไปชั่วกัลปาวสาน การส่งอีเมลโฆษณาขายของต่างๆนานาที่ผู้รับไม่ต้องการ สร้างความน่าเบื่อหน่าย สุดแสนรำคาญแก่ผู้ได้รับ / นอกจากจะถูกสาปแช่งจากผู้รับแล้ว ถ้าถูกจับได้ จัดไปถึงหนึ่งแสนบาท
    9.ชอบตั้งสำนักข่าวเป็นของตัวเอง เจออะไรทั้งใน Line, Facebook , Twitter เป็นขอกดแชร์ไว้ก่อน เรื่องจริงไม่จริงไม่เคยคิดเช็ค ซึ่งถ้าเกิดดันไปส่งต่อข้อความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรมาก / เจอคุกพอๆกับคนเริ่มข้อความเหล่านั้น รับโทษไปด้วยกันทั้งคนทำคนส่งต่อพร้อมๆกันไปเลย
    10.การโพสต์ข้อความใดๆที่เป็นการหมิ่นเบื้องสูง หรือทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูงซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทยให้ได้รับความเสื่อมเสียแห่งเกียรติยศอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร /ถือเป็นความผิดร้ายแรงทั้งกฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกสูงสุดได้ถึง สิบห้าปี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tcsd.in.th
  • ตร.ปอท.

    10 พฤติกรรมเสี่ยงคุก ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้รวบรวมไว้ให้ประชาชนมีดังนี้
    1.Upload รูปลามกอนาจารทั้งหลายทั้งปวงในสากลโลก ไม่ว่าจะรูปตัวเองหรือรูปคนอื่น/ คุกเน้นๆได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    2.ตั้งตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือ ที่ชอบปล่อยข่าวให้บ้านเมืองเกิดความชุลมุนวุ่นวาย/ มีโอกาสได้ไปนอนคิดทบทวนพฤติกรรมตัวเองอย่างเงียบๆในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    3.พวกที่ชอบใช้วิทยายุทธเฉพาะตัว ตัดต่อภาพคนโน้นคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งภาพวีดีโอ แล้วนำมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต ทำให้เจ้าของภาพเสียหาย อับอาย / ถูกฟ้องขึ้นมาอาจต้องไปสงบสติอารมณ์ในคุกได้ถึงสามปี หรือเจอปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    4.แอบ Save ขโมยข้อมูลของคนอื่น แล้วเอาไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเอง เพื่อการหากำไร เพื่อนำไปใช้กลั่นแกล้ง/ ถ้าถูกจับได้มีหวังถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์ รวมทั้งตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และพรบ. คอมพิวเตอร์แน่นอน
    5.พวกชอบใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น กุเรื่องต่างๆนานา ให้คนอื่นเสียหาย อับอาย ขายหน้า / อาจต้องไปนั่งสลดในคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับได้ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    6.มีความอยากรู้อยากเห็นสูง เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา ชอบแอบเอา ID หรือ Password ผู้อื่นไปแอบดูข้อมูลต่างๆนานาของบุคคลอื่น / เจอฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย มีสิทธิ์เจอทั้งคุกทั้งปรับแลกกับความอยากรู้อยากเห็นกันไปเลย
    7.เห็น File งานของคนอื่นไม่ได้ มักมือบอนไปลบ เพิ่มเติม หรือแก้ไขเนื้อหาใน File นั้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่สุดท้ายเกิดความเสียหายแก่เจ้าของไฟล์นั้น / แบบนี้เจอคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแน่นอน
    8.ชอบส่งอีเมลลูกโซ่โดยไม่บอกที่มา ประเภทว่าถ้าไม่ทำตาม ไม่ส่งต่อ ชีวิตท่านจะต้องตกทุกข์ได้ยากไปชั่วกัลปาวสาน การส่งอีเมลโฆษณาขายของต่างๆนานาที่ผู้รับไม่ต้องการ สร้างความน่าเบื่อหน่าย สุดแสนรำคาญแก่ผู้ได้รับ / นอกจากจะถูกสาปแช่งจากผู้รับแล้ว ถ้าถูกจับได้ จัดไปถึงหนึ่งแสนบาท
    9.ชอบตั้งสำนักข่าวเป็นของตัวเอง เจออะไรทั้งใน Line, Facebook , Twitter เป็นขอกดแชร์ไว้ก่อน เรื่องจริงไม่จริงไม่เคยคิดเช็ค ซึ่งถ้าเกิดดันไปส่งต่อข้อความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรมาก / เจอคุกพอๆกับคนเริ่มข้อความเหล่านั้น รับโทษไปด้วยกันทั้งคนทำคนส่งต่อพร้อมๆกันไปเลย
    10.การโพสต์ข้อความใดๆที่เป็นการหมิ่นเบื้องสูง หรือทำเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูงซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทยให้ได้รับความเสื่อมเสียแห่งเกียรติยศอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร /ถือเป็นความผิดร้ายแรงทั้งกฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกสูงสุดได้ถึง สิบห้าปี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tcsd.in.th
  • เสียงเยาวชน…พลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม

    คุณอนุสันต์ เทียนทอง รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า วัยรุ่นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ซึ่งถือเป็นช่วงที่ต้องปรับตัวมากที่สุด หน่วยงานของเรามีหน้าที่หลักในการพัฒนาสังคมและดูแลสวัสดิการประชากรในประเทศ จึงเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาในกลุ่มวัยรุ่น อาทิ ปัญหายาเสพติด ปัญหาความรุนแรง และปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ปัญหาเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นกับเยาวชนแล้ว เด็กๆไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง และไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่กล้าปรึกษาเพื่อนและเชื่อฟังคำแนะนำจากเพื่อน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาแบบผิดวิธี ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ โดยเริ่มจากการให้ความสำคัญกับพวกเขา ให้เขาได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาวัยรุ่นด้วยวัยรุ่น เพื่อนเข้าใจเพื่อน ให้เยาวชนวัยเดียวกันเป็นผู้ชี้แนะ วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกวิธีในการรณรงค์ป้องกัน ปัญหาภัย 3 เสพ เสพเซ็กซ์ เสพยาเสพติด และ เสพความรุนแรง
    นางสุวรรณา ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กล่าวว่า การเสพเซ็กซ์ เสพความรุนแรง และเสพยาเสพติด ล้วนก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวของเยาวชน และส่งผลต่อคุณภาพสังคมทั้งปัจจุบันและต่อเนื่องไปในอนาคต จึงเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการเสพเซ็กซ์ในวัยเรียน เป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียโอกาส ขาดอนาคตของแม่วัยเรียน เนื่องจากตั้งท้องโดยที่ยังไม่พร้อม ถูกทอดทิ้งจากฝ่ายชาย ต้องออกจากโรงเรียน จนกลายไปสู่สภาพเด็กเลี้ยงเด็ก ภัยทั้งสามอย่างที่กล่าวมาข้างต้นเป็นภัยร้ายแรง และภัยใกล้ตัวของเด็กวัยรุ่น เยาวชนวัยเรียนมากที่สุดในสภาพสังคมปัจจุบัน ทั้ง 3 ปัญหาจะเป็นวงจรลูกโซ่ของภัย 3 เสพ
    ด้วยเหตุนี้ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงได้จัดทำ“โครงการเสริมสร้างคุณภาพเด็กไทย มีวินัยอย่างสร้างสรรค์” หรือ “Save the teen” ปี2 ภายใต้แนวคิด “DJ TEEN คิดออกเสียง” เพื่อรณรงค์ป้องกันภัย 3 เสพ ได้แก่ เสพเซ็กซ์ เสพยาเสพติด เสพความรุนแรง ให้วัยรุ่นกล้าที่จะก้าวนำความคิดเปล่งออกมาเป็นเสียง โดยการจัดกิจกรรมอบรมเยาวชนให้เป็น DJ TEEN เพราะเชื่อว่าเสียงจากเยาวชน มีคุณค่าและเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม DJ TEEN จะเป็นสะพานเชื่อมความคิดและเป็นเพื่อนที่วัยรุ่นไว้ใจ โดยมีพี่ดีเจมืออาชีพเปรียบเสมือนไอดอล หรือเป็นต้นแบบทางความคิด สามารถชี้แนะให้วัยรุ่นคล้อยตามและมีศิลปะในการใช้เสียงเพื่อสื่อสารไปยังผู้ฟัง สามารถโน้มน้าวความคิดเปลี่ยนแปลงทัศนคติผู้ฟังได้ นอกจากนี้แล้วยังมีวิธีที่สร้างสรรค์ในการทำเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่าย แก้ปัญหาที่หนักให้เบาลงได้
    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาปี 2556 เราได้ดำเนิน “โครงการเสริมสร้างคุณภาพเด็กไทย มีวินัยอย่างสร้างสรรค์”หรือ “Save the teen” ปี1 ภายใต้แนวคิด “ไม่เอา ไม่เอาท์ หรือ “No sex No drug No violence” เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในกลุ่มวัยรุ่น ให้เยาวชนสามารถคิด ตัดสินใจได้ เลือกและปฏิเสธเป็น ในการไม่เสพเซ็กซ์ ไม่เสพยาเสพติด ไม่เสพความรุ่นแรง จากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา เราได้บ่มเพาะความพร้อม แล้วพัฒนาโครงการเพื่อให้เยาวชนกล้าแสดงออกด้วยแนวคิดของปี 2557 คือ DJ TEEN “คิดออกเสียง” คิดได้ปฏิเสธเป็นเปล่งออกมาเป็นเสียงผ่านคลื่นวิทยุ เพื่อให้เยาวชนซึ่งเป็นวัยเดียวกัน เชื่อฟังซึ่งกันและกันเป็นผู้ชี้นำแนวทางในการรณรงค์ป้องกันภัย 3 เสพ โดยยึดหลักแนวทางอย่างสร้างสรรค์
    ทั้งนี้แนวทางหลักในการดำเนินงาน คือ ให้พื้นที่ในการแสดงออกของปัญหา โดยการให้เยาวชนที่ผ่านการอบรมเป็น DJ TEEN ร่วมจัดรายการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นนักจัดรายการวิทยุที่คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับวัยรุ่นวัยเรียนด้วยกัน เพราะเชื่อว่าเด็กไม่กล้าปรึกษาปัญหากับผู้ใหญ่แต่จะปรึกษาเพื่อน ที่เป็นวัยเดียวกันเพื่อหาทางออกของปัญหา โดยใช้ช่องทางผ่านสื่อวิทยุร่วมกับนักจัดรายการวิทยุที่วัยรุ่นสนใจและเป็นแบบอย่างที่วัยรุ่นชื่นชอบประทับใจ สร้างพื้นที่ในการรณรงค์ไปยังวิทยุคลื่นหลักในจังหวัดและเสียงตามสายในโรงเรียน เพื่อสร้างเสริมเด็กและเยาวชนในการสร้างกระแสตื่นตัวเกี่ยวกับภัย 3เสพ คือ เสพเซ็กซ์ เสพยาเสพติด และเสพความรุนแรง คาดหวังให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชนไปในทางที่ดีและมีวินัย โดยเริ่มจากการพัฒนาผู้นำเยาวชนให้เป็นต้นแบบของการรณรงค์ป้องกัน
    โครงการฯได้มีการลงพื้นที่จัดกิจกรรม Road show ไปยังโรงเรียนประจำจังหวัด 4 ภาค ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี สงขลา เพื่อให้น้องๆที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยการ POST VDO CLIP ตัวอย่างการจัดรายการวิทยุในสไตล์ของตัวเองความยาว 1 นาที ลงในเวปไซต์ของโครงการ เพื่อคัดเลือกเข้าอบรมการเป็น DJ TEEN ร่วมกับ DJมืออาชีพอย่าง คุณนภาพร ไตรวิทย์วารีกุล (พี่อ้อย) DJ Idol กับบทบาท DJ ที่ให้คำปรึกษาเสียงเปลี่ยนชีวิต
    จึงขอเชิญเยาวชนในระดับมัธยมศึกษา สมัครเป็น DJ TEEN “คิดออกเสียง” พร้อมเข้าร่วมอบรมกับนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - 26 กันยายน 2557 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.savetheteen.com www.facebook/savetheteen หรือโทรสอบถาม 02-831-8400 ต่อ 3712

    ........................................................................
    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • DJ TEEN คิดออกเสียง

    กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำ “โครงการเสริมสร้างคุณภาพเด็กไทย มีวินัยอย่างสร้างสรรค์ หรือSave the teen” ปีที่2 เพื่อรณรงค์ป้องกันภัย3เสพ เสพเซ็กซ์ เสพยาเสพติด เสพความรุนแรง ให้วัยรุ่นกล้าที่จะก้าวนำความคิดเปล่งออกมาให้เป็นเสียง จัดงานแถลงข่าว ในวันพุธ ที่ 10 กันยายน 2557 เวลา 13.00-15.45 น. ณ ลาน Promotion Area Zone B ชั้น 1 เซ็นทรัล ลาดพร้าว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-831-8400 ต่อ 3712 หรือ www.savetheteen.com

  • DJ TEEN คิดออกเสียง

    นางสุวรรณา ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า หน่วยงานของเรามีหน้าที่หลักในการพัฒนาสังคมและดูแลสวัสดิการประชากรในประเทศ จึงเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาในกลุ่มวัยรุ่น อาทิ ปัญหายาเสพติด ปัญหาความรุนแรง และปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย ปัญหาเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วเยาวชนไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่ แต่กล้าปรึกษาเพื่อนและเชื่อฟังคำแนะนำจากเพื่อน ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานของเราจึงได้จัดทำ โครงการ SAVE THE TEEN ปี 2 “DJ TEEN คิดออกเสียง” เพื่อรณรงค์ป้องกัน ปัญหาภัย 3 เสพ เสพเซ็กซ์ เสพยาเสพติด และ เสพความรุนแรง ซึ่งได้รับสมัครและคัดเลือกเยาวชนจากโรงเรียนมัธยมทั้ง 4 ภาค เพื่อเข้าอบรมกับวิทยากรที่มีประสบการณ์ ณ โรงแรมปริ๊นพาเลซ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้น้องๆได้ฝึกตนเตรียมความพร้อมในการเป็น DJ TEEN ซึ่งจะต้องจัดกิจกรรมเสียงตามสายในโรงเรียน และจัดรายการวิทยุร่วมกับดีเจในจังหวัด ทั้งนี้เพื่อให้เยาวชนได้เป็นที่ปรึกษาเพื่อนใจวัยรุ่นให้กับเพื่อนๆในวัยเดียวกัน
    นายจอมทัพ สุทธิประภา อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม5/1 โรงเรียนมารีวิทย์บ่อวิน จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า เหตุผลที่ตนเข้าร่วมโครงการ SAVE THE TEEN ปี2 “DJ TEEN คิดออกเสียง” เพราะตนอยากสื่อสารออกไปให้เพื่อนๆในวัยเดียวกันให้เข้าใจและใช้โอกาสในการเป็นวัยรุ่นวันเรียนอย่างรู้คุณค่า สนุกกับการเรียน สนุกกับกีฬาและใช้เวลาว่างให้เหมาะสมกับวัย เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วเราจะไม่สามารถย้อนกลับมาสนุกกับการเป็นวัยเรียนได้อีก เรามีเวลาอีกมากมายที่จะเลือกคนรัก หรือใช้ชีวิตคู่ ผมคิดว่าวัยเรียนอย่างเราไม่ควรไปเกี่ยวข้องกับภัย3 เสพ ไม่ว่าจะเสพเซ็กซ์ เสพยาเสพติด เสพความรุนแรง เพราะภัยทั้งสามชนิดไม่ได้สร้างผลดีกับชีวิตของวัยรุ่นเลย มีแต่จะฉุดให้วัยรุ่นวัยเรียนหมดอนาคต ในโอกาสที่ผมได้เป็น DJ TEEN ซึ่งจะต้องไปดำเนินกิจกรรมเสียงตามสายในโรงเรียน และจัดรายการวิทยุคลื่นหลักของจังหวัด ผมคิดว่าจะสามารถชี้แนะชักชวนให้เพื่อนๆวัยเดียวกันได้หันกลับมาเป็นวัยรุ่นใสๆสนุกให้เหมาะสมกับวัยจะดีกว่าครับ
    ..................................................................

    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • สำนักงาน ป.ป.ส. เปิดตัวหนังสือนิทาน สร้างภูมิคุ้มกัน...เกราะป้องกันชีวิตลูกรัก

    นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (รองเลขาธิการ ป.ป.ส.) เป็นประธานงานเปิดตัวหนังสือนิทานสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติด ชุด “อ่านอุ่นรัก” ภายใต้แนวคิด “นิทานสร้างภูมิคุ้มกัน...เกราะป้องกันชีวิตลูกรัก” โดยมี มอสปฏิภาณ ปฐวีกานต์และครอบครัว ร่วมงานในฐานะตัวแทนพ่อแม่ซึ่งได้ทดลองใช้สื่อหนังสือนิทานกับลูกน้อยที่อยู่ในช่วงปฐมวัย พร้อมร่วมสนทนาถึงผลดีของหนังสือนิทานสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับเด็กปฐมวัย ที่สอดแทรกเนื้อหาความรู้และเสริมทักษะ “ความสามารถของสมองในการบริหารจัดการชีวิต” หรือ EF (Executive Functions) ร่วมกับ นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี (รักลูกเลิร์นนิ่งกรุ๊ป) และ รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ณ เวทีเอเทรียม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
    นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า “สำนักงาน ป.ป.ส. ได้กำหนดยุทธศาสตร์ ในปี 2558 – 2562 ไว้ 8 ด้าน เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศ โดยยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ยุทธศาสตร์การป้องกันกลุ่มผู้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติดให้กับเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษา รวมไปถึงดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันเชิงรุกให้กับเด็กปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี เพื่อตัดวงจรปัญหายาเสพติดตั้งแต่ยังไม่เกิดปัญหา และเป็นการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ให้เข้มแข็งและปลอดภัยจากยาเสพติด การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันยาเสพติด จะประกอบไปด้วย 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1) สร้างเครื่องมือจัดทำสื่อเสริมพัฒนาการสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กปฐมวัย 2) พัฒนาบุคลากร 3) ขยายและพัฒนาภาคีเครือข่าย และ 4) พัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ โดยมีการดำเนินงานควบคู่กันไปในทุกมาตรการอย่างต่อเนื่อง สำหรับกิจกรรมวันนี้ เป็นการเปิดตัวหนังสือนิทาน ชุด “อ่านอุ่นรัก” (หนึ่งชุดมี 5 เรื่อง ได้แก่ กอด/ เมี้ยว เมี้ยว มา มา จะพาไปหาแม่/ ต้นกล้า ผู้กล้าหาญ/ ไก่ย่างแสน...อร่อย/ ลูกไม้...ขอโทษ) นิทานชุดนี้มีเนื้อหาสอดแทรกทักษะด้านความสามารถของสมองในการบริหารจัดการชีวิต หรือ EF : Executive Functions ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ริเริ่มขึ้น โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์



    ด้านพัฒนาการเด็ก นักวิชาการด้านการศึกษาปฐมวัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม สถาบันอาร์แอลจี (รักลูกเลิร์นนิ่งกรุ๊ป) สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำโครงการหนังสือนิทานสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดสำหรับเด็กปฐมวัย มีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือกลุ่มเด็กปฐมวัยที่จะได้รับการเสริมสร้าง EF ผ่านครูผู้ดูแลเด็ก พ่อ แม่ ผู้ปกครอง พร้อมรณรงค์ให้สังคมหันมาสนใจและร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นจากครอบครัวของตน นอกเหนือจากกิจกรรมเปิดตัวหนังสือนิทานดังกล่าวแล้ว ยังได้เชิญครอบครัวคุณมอส - ปฏิภาณ (พ่อมอส - แม่เกม - น้องโสน) มาร่วมสร้างสีสันด้วยการเล่านิทานประกอบการแสดงมาสคอต เรื่อง “ต้นกล้า...ผู้กล้าหาญ” เป็นการสาธิตการใช้นิทานเพื่อเสริมทักษะด้านความสามารถของสมองในการบริหารจัดการชีวิต หรือ EF ให้กับเด็กเป็นตัวอย่าง”
    นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี (รักลูกเลิร์นนิ่งกรุ๊ป) กล่าวว่า “สมองของมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนา EF แต่ต้องได้รับการฝึกฝน ช่วงเวลาฝึกฝนที่ได้ผลดีที่สุดคือช่วงแรกเกิด - 6 ขวบ หลังจากนั้นไปแล้วก็ยังพัฒนาได้ แต่ในอัตราที่ไม่ดีเท่าวัยเด็กเล็กโดยสมองส่วนหน้า(Prefrontalcortex) ทำหน้าที่ยับยั้งการเข้าหายาเสพติดโดยควบคุมความคิดและการกระทำ (Cognitive control) ไม่ให้ตอบสนองออกไปตามความต้องการ รู้จักคิดว่าสิ่งไหนไม่ดีและยับยั้งไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดี ความบกพร่องของ EF ในการทำงานของสมองส่วนหน้าเป็นสาเหตุของการติดสารเสพติดทำให้ไม่สามารถยับยั้งความคิดและการกระทำ (inhibition) จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะ EF ที่ดีตามวัยช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว ปัญหาการเรียน ปัญหาสังคม พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ติดการพนัน และติดยาเสพติด”
    นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวปิดท้ายว่า “สำนักงาน ป.ป.ส. มีความตั้งใจในการจัดทำหนังสือนิทานสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดชุด “อ่านอุ่นรัก” ชุดนี้ เพื่อเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้กับเด็กปฐมวัย โดยดำเนินการผลิตจำนวน 150,000 ชุดๆ ละ 5 เล่ม รวมทั้งสิ้น 750,000 เล่มและมีแผนส่งต่อให้กับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักการศึกษาและสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะแจกจ่ายหนังสือไปยังโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 53,553 แห่ง โดยได้จัดส่งเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2558 นี้”

    .........................................


    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • RAMEN KING

    ราเมง เป็นบะหมี่น้ำของญี่ปุ่น มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ปกติทำจากแป้งสาลี น้ำแร่ และเกลือเท่านั้น

    ทว่า ร้านขายราเมงแต่ละร้านอาจมีวิธีการผลิตเส้นที่ไม่เหมือนกัน เช่น การนวดแป้ง ระยะที่ใช้การนวดแป้ง ความหนัก-เบาของการนวด บางร้านอาจจะใส่ส่วนผสมบางอย่างลงไปเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มรสชาติหรือเพื่อสร้างเอกลักษณ์ เช่น ไข่ไก่ ชาเขียว สาหร่าย

    ราเมงมักรับประทานคู่กับเนื้อหมูชาชู(chashu) สาหร่าย คะมะโบะโกะ(คล้ายลูกชิ้นปลาเส้นของไทย) ต้นหอม และบางครั้งจะมีข้าวโพด มีการปรุงรสแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น เช่น เกาะคิวชู ต้นกำเนิดของทงโคสึราเมง (ราเมงซุปกระดูกหมู), เกาะฮอกไกโด ต้นกำเนิดของมิโซะราเมง (ราเม็งเต้าเจี้ยว) เป็นต้น

    จากจำนวนร้านราเมงในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นเครื่องยืนยันว่าคนไทยนิยมกินอาหารประเภทนี้ไม่ใช่น้อย แต่บริษัท โคมาร์ส กรุ๊ป (Komars Group) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ เชื่อว่า คนไทยยังเปิดใจพร้อมชิมราเมงที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ได้อีก พวกเขาจึงเปิดร้านราเมงแนวมัลติ-สโตร์ชื่อ ราเมง คิง (Ramen King) รวมร้านราเมงระดับแชมเปียนจากหลายเมืองของญี่ปุ่น จำนวน 5 ร้าน ไว้ใต้ชายคาเดียวกัน

    ราเมง คิง มีพื้นที่ประมาณ 614 ตารางเมตร เป็นโรงเรือน 2 ชั้นขนาดใหญ่กึ่งศูนย์อาหารและภัตตาคาร เมื่อรวมพื้นที่ชั้นสองแล้วมีพื้นที่รวมเกือบ 900 ตารางเมตร ตกแต่งในคอนเซปต์สวนสนุกสไตล์ญี่ปุ่นโมเดิร์นผสมเรโทร คือมีทั้งงานไม้ไผ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น สวนหิน และงานโครงเหล็ก

    แต่เป็นสวนสนุกของราเมง คือมีราเมงคุณภาพให้ชิมหลากหลายเมนู สมาชิกในครอบครัวหรือก๊วนเพื่อนสามารถสั่งราเมงจากร้านต่างๆ มานั่งกินร่วมกันได้ที่โต๊ะเดียวกัน ในบรรยากาศที่ดูสนุกกว่าร้านอาหารทั่วไป

    ราเมง คิง ให้บริการแบบ บริการตัวเอง (self-service) ตามระบบศูนย์อาหารญี่ปุ่นสมัยใหม่ คือ เมื่อเดินเข้าไปในร้าน ลูกค้าจะได้รับการ์ดบันทึกอาหาร (Cashless Card) เลือกสั่งอาหารยังร้านราเมงที่ชอบพร้อมกับส่งการ์ดให้ร้านบันทึก จากนั้นรับอุปกรณ์ที่เรียกว่า Buzzer มีลักษณะเป็นแท่นกลม แล้วจึงเดินกลับไปรอที่โต๊ะนั่ง รอประมาณ 5-10 นาที หรือเมื่อเมนูที่สั่งไว้ปรุงเสร็จแล้ว อุปกรณ์ Buzzer จะส่งสัญญาณเตือนให้เดินไปรับอาหารยังร้านที่สั่งไว้ หากต้องการชิมเมนูจากร้านอื่นอีก ก็ทำซ้ำแบบเดียวกัน ก่อนออกจากร้านจึงค่อยชำระเงิน

    สุดยอดราเมง 5 ร้านชื่อดังจากญี่ปุ่นภายใต้ชายคา 'ราเมง คิง' ประชันรสชาติกันด้วยสูตรเด็ดหลากหลายดังนี้

    ราเมงร้าน Jyoshoken

    ชื่อร้านออกเสียงว่า โจโชเคง ร้านราเมงชื่อดังแห่งจังหวัดชิบะ(Chiba) ของ เชฟ โคอิชิ โฮริกาวา (Chef Koichi Horikawa)

    จุดเด่นของร้านอยู่ที่ น้ำซุป เป็นน้ำซุปที่ทำจากกระดูกหมูและสัตว์ทะเล ทุ่มเททำน้ำซุปอย่างมากโดยใช้เวลาเคี่ยวถึง 3 วัน เรียกว่าถ้าต้องการชิมน้ำซุปกระดูกหมู (tonkotsu) รสชาติมาตรฐานก็ต้องร้านนี้

    เมนูเด่นคือ สึเคะเมง (Tsukemen, 210 บาท) เส้นราเมงผสมไข่ไก่-แบนใหญ่-หอมกลิ่นข้าวสาลี สีเหลืองอ่อน-เหนียวนุ่ม เส้นขนาดใหญ่เต็มปากเต็มคำ ใช้เวลาต้มเส้นอย่างเดียว 6 นาที แยกเสิร์ฟมากับน้ำซุปกระดูกหมูรสเข้มข้นที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกหมูและโครงไก่นานสามวัน ในชามน้ำซุปมีเครื่องเคียงหมูย่างชาชู(chashu) หน่อไม้ ไข่ต้มเนื้อนุ่ม ผงปลาโอ (katsuo powder) และต้นหอมซอย วิธีกินคือคีบเส้นราเมงซึ่งมีความเย็น จุ่มลงในน้ำซุปร้อน ตรงตามชื่อเมนูที่แปลว่า ‘การจุ่มเส้น’ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน หากจะซดน้ำซุปที่เหลือตามหลัง เชฟก็ยิ่งจะยินดี

    ราเมงร้าน Butaou

    ราเมงก็คือราเมง สุกียากี้ก็คือสุกียากี้ แต่ถ้าราเมงมาเจอกับสุกียากี้จะเป็นอย่างไร

    คำตอบคือราเมงของร้าน บุตะโอ (Butaou) ของ เชฟ โตชิกาซุ โยเนดะ (Chef Toshikazu Yoneda) แห่งเมืองโตคูชิมะ(Tokushima)แห่งนี้นี่เอง เป็นอีกหนึ่งร้านราเมงที่สนุกกับการชิมน้ำซุป

    เมนูเด็ดชวนชิมคือ คิง ราเมง (King Ramen, 230 บาท) ราเมงเส้นกลมบาง-บิดเกลียวนิดๆ ในน้ำซุปกระดูกหมูกึ่งสุกียากี้ แต่งหน้าด้วยหมูชาชู (pork belly chashu) สาหร่าย ไข่ออนเซน ใบหอมซอย bamboo shoots

    หากซดน้ำซุปในคำแรก สิ่งแรกที่ผุดมาในความคิดคงเป็นคำนี้ “เค็ม” อ้ะ

    แต่นี่คือสิ่งที่เชฟโยเนดะออกแบบสูตรน้ำซุปไว้ เพราะเวลากินราเมงร้านนี้ให้อร่อย คุณจะต้องตีไข่แดงออนเซนให้แตกผสมกับน้ำซุป ไข่แดงจะเจือจางรสเค็มของน้ำซุปให้กลมกล่อมพอดี

    ถ้าเป็นราเมงทั่วไป น้ำซุปจะรู้สึกออกรสหวาน ถ้าเป็นสุกียากี้ราเมง จะออกรสเค็ม ลองมาสนุกับการเปลี่ยนรสชาติความเค็มด้วยการเพิ่มไข่ลวกออนเซนหรือเพิ่มความเผ็ด

    นื่คือราเมงน้ำซุปสไตล์สุกียากี้สูตรเฉพาะของร้านบุตะโอ

    ราเมงร้าน Tonkotsu Itto

    ความนิยมของราเมงร้าน ทงคตสึ อิตโต (Tonkotsu Itto) สร้างชื่อจากน้ำซุปกระดูกหมูที่ปรุงแบบราเมงของตำบล ฮะคะตะ (Hakata) เมืองฟูคูโอกะ(Fukuoka) แห่งเกาะคิวชู

    น้ำซุปฮะคะตะเป็นน้ำซุปกระดูกหมู มีลักษณะสีขาวขุ่นเนื่องจากใช้เวลาเคี่ยวกระดูกหมูนานหลายชั่วโมง จนน้ำซุปมีสีขาวขุ่นเหมือนน้ำนม รสชาติเข้มข้นและครีมมี่ในแบบที่นักชิมราเมงมือใหม่อาจไม่เคยลิ้มลอง

    น้ำซุปแบบฮะคะตะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 'สามสุดยอดน้ำซุปราเมง' ของญี่ปุ่น อีกสองสุดยอด คือ น้ำซุปราเมงโตเกียวและซับโปโร และทำให้ราเมงของเกาะคิวชูปรากฎอยู่บนแผนที่ราเมง

    เชฟ ยูกิฮิโกะ ซากาโมโตะ (Chef Yukihiko Sakamoto) เจ้าของร้านทงคตสึ อิตโต นำน้ำซุปฮะคะตะมาปรุงเป็นเมนูซิกเนเจอร์ชื่อ สเปเชียล ทงคตสึ ราเมง (Special Tonkotsu Ramen, 240 บาท) หรือ 'ราเมง ซุปกระดูกหมู สเปเชียล' วิธีปรุงน้ำซุปของเขาเริ่มจากการต้มกระดูกหมูในส่วนขาและศีรษะก่อนด้วยไฟแรง จนไขในกระดูกหมูละลายออกมาเป็นสีขาวขุ่น หลังจากที่รสชาติเริ่มออกแล้ว ก็เพิ่มกระดูกในส่วนหลังเข้าไป เพื่อเพิ่มความกลมกล่อมของน้ำซุปให้มีมากยิ่งขึ้น รวมเวลาเคี่ยวน้ำซุปนานกว่า 12 ชั่วโมง เสิร์ฟมากับเส้นราเมงแบบเส้นบาง-เล็กมาก เครื่องเคียงสำหรับเมนูนี้ประกอบด้วย ไข่ต้ม หมูชาชูหั่นเป็นแผ่น เห็ดหูหนู และต้นหอมซอย

    อีกหนึ่เมนูที่เชฟยูกิฮิโกะภูมิใจนำเสนอคือ ทงคตสึ แบล็ค ราเมง (Tonkotsu Black Ramen, 220 บาท) เหมาะสำหรับนักชิมผู้ชื่นชอบกลิ่นและรสชาติกระเทียม เนื่องจากเป็นราเมงที่โรยหน้ามาด้วยกระเทียมสับที่ผัดจนสีออกคล้ำแต่ไม่ขม พรั่งพร้อมด้วยหมูชาชู เห็ดหูหนู และต้นหอมซอย

    ความจริงบนเกาะคิวชู ยังมีน้ำซุปราเมงขึ้นชื่ออยู่อีกสองแห่งคือ คือ ราเมงแห่งคุมาโมโตะ (Kumamoto) ซึ่งทำให้ราเมงเกาะคิวชูมีชื่อเสียง กับราเมงแห่งตำบลนากาฮามะ (Nagahama) ซึ่งมีความโดดเด่นไม่น้อยไปกว่าราเมงฮะคะตะ เพียงแต่มีรสชาติ-สีที่อ่อนและเบากว่า กับใช้สาหร่ายโรยหน้า

    แรกเริ่ม เชฟยูกิฮิโกะวางแผนเรียนเป็นเชฟอาหารฝรั่งเศส แต่ด้วยโชคชะตาพลิกผันทำให้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางธุรกิจราเมง หลังจากเปิดร้านราเมงร้านแรกของตัวเองโตเกียวชื่อ Menya Itto ได้สามปี ร้านของเขาก็ได้รับความนิยมเป็นร้านราเมงอันดับหนึ่งในโตเกียว เรียกนักชิมมาเข้าแถวรอโต๊ะว่าง รวมทั้งชนะรางวัล Asia Best-Ever Dining Awards อันเนื่องมาจากน้ำซุปฮะคะตะ

    ส่วนร้าน 'ทงคตสึ อิตโต' เป็นแบรนด์ร้านราเมงร้านแรกของเชฟที่ใช้เปิดในต่างประเทศ ที่แรกคือสิงคโปร์ และเมืองไทยก็ที่ 'ราเมง คิง'

    ราเมงร้าน Miyamoto

    ราเมงร้าน มิยะโมะโตะ (Miyamoto) แห่งโตเกียว เคยได้รับการลงคะแนนให้เป็นราเมงยอดนิยมที่สุดแห่งเมืองนาริตะในปี 2012 และครองตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับหนึ่งในปี 2013 ที่นาริตะซ้ำอีกที กับรางวัลราเมงน่าประทับใจที่สุดของชิบะ (Gurutto Chiba Most Impressive Ramen) ในปี 2012

    ผู้เป็นเจ้าของร้านคือ เชฟ ริวทาโร มิยะโมะโตะ (Chef Ryutaro Miyamoto) เป็นราเมงที่ให้ถั่วงอก กะหล่ำปลี กระเทียมสับ..จัดเต็มมาในปริมาณมากพอที่จะแบ่งกันรับประทานสองคน เส้นราเมงมีลักษณะเป็นเกลียว-บาง-แบนไม่เหมือนใคร เสิร์ฟกับน้ำซุปกระดูกหมูรสชาติเข้มข้นถึงใจและอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกระเทียม

    สำหรับที่ 'ราเมง คิง' เชฟริวทาโรสร้างสรรค์เมนูซิกเนเจอร์ ราเมง ทงคตสึ พิเศษกระเทียมและผัก (Special Garlic and Vegetable Tonkotsu Ramen, 240 บาท) โดดเด่นด้วยถั่วงอกกรอบพูนชาม กระเทียมสับ ไข่ต้มเนื้อนุ่ม แผ่นเนื้อหมูชาชูแทรกไขมันนุ่มๆ หากอยากได้เส้นราเมงเพิ่ม สั่งต่างหากได้ในราคา 40 บาท เพิ่มไข่ไก่ 20 บาท และผัก 20 บาท ถ้าราเมงชามปกติมีปริมาณมากเกินจะจัดการให้หมด สามารถสั่งแบบ มินิ ราเมง (Mini Ramen)ได้ในราคา 140 บาท

    หน้าตาอาจจะดูเหมือนรสชาติเข้มข้นเกินไปหรือเปล่า แต่พอได้ลองรับประทานแล้ว จะรู้ว่าน้ำซุปรสชาติกำลังพอดี กินง่าย ผักในปริมาณที่เพียงพอ บวกกับหมูชาชูที่นุ่ม ทำให้ชิมได้จนถึงคำสุดท้าย

    ราเมงร้าน Misobancho

    มิโสะบังโจ (Misobancho) เป็นร้านราเมงชื่อดังจากเมืองฮอกไกโด โดดเด่นตรงเป็นราเมงน้ำซุปกระดูกหมูที่ผสม 'มิโซะ' จนออกมารสชาติกลมกล่อม และมีกลิ่นหอมของมิโซะกำลังพอดี เป็นที่คุ้นเคยกันดีที่ประเทศญี่ปุ่น

    สร้างสรรค์และปรุงแต่งส่วนผสมเครื่องปรุงโดย เชฟ มาซะคะสึ ชิโยดะ (Chef Masakatsu Chiyoda) ที่นอกจากกระดูกหมูแล้ว เชฟมาซะคะสึซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ยังใช้กระดูกไก่และก้างปลาเคี่ยวลงในซุปเพื่อเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นชัดเจนขึ้นอีก

    เมนูแนะนำคือ มิโซะ ราเมง สเปเชียล (Special Miso Ramen, 250 บาท) ราเมงเส้นบาง-บิดเกลียว เสิร์ฟกับหมูย่างชาชู ไข่ต้มเนื้อนุ่ม หน่อไม้ปรุงรส กระเทียมเจียวสีทอง ข้าวโพด ต้นหอมซอย และสาหร่ายแผ่นขนาดใหญ่

    โคมาร์ส กรุ๊ป เป็นผู้บริหารจัดการร้านอาหารญี่ปุ่น ดำเนินการขยายธุรกิจสวนสนุกราเมง (Ramen Theme Park) ไปทั่วโลก พวกเขาเชื่อว่าราเมงไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่อยากให้นักชิมไทยได้รับประทานราเมงที่อร่อย เป็นของแท้ และเกิดความประทับใจกับราเมงของแท้ จึงตัดสินใจเปิดร้าน 'ราเมง คิง' ที่กรุงเทพฯ เป็นสาขาแรกในประเทศไทย ขณะที่สิงคโปร์และฮ่องกงดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ 'ราเมง แชมเปียนส์'


  • EF สำคัญกว่า IQ



    สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาวิชาการ และเป็นผู้นำในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก สตรี ครอบครัว ผู้สูงวัย ชุมชนและสังคม ได้ประยุกต์องค์รู้เรื่อง “Executive Functions(EF)- “ทักษะการคิดเพื่อชีวิตที่สำเร็จ” ซึ่งผู้เชียวชาญด้านพัฒนาการเด็กในต่างประเทศกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ในประเทศไทย รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและคณะจากศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ศึกษาวิจัยและรวบรวมงานวิจัยจากต่างประเทศ และสถาบันอาร์แอลจีได้จัดการความรู้และพัฒนาให้ทักษะ EF เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย โดยมุ่งหวังให้พ่อแม่และบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะปฐมวัยศึกษาสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังว่า ทักษะ EF จะเป็นองค์ความรู้ที่จะส่งเสริมการปฏิรูปการศึกษาของไทย

    นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) เปิดเผยว่า EF (Executive Functions) เป็นกระบวนการทางความคิด (Mental process) ในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ เช่น การยั้งใจคิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ การยืดหยุ่นทางความคิด การตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมั่น การจดจำและเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ และการทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบรรลุความสำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะที่มนุษย์เราทุกคนต้องใช้ มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียน การทำงาน รวมทั้งการมีชีวิตครอบครัว ทักษะ EF นี้นักวิชาการระดับโลกชี้แล้วว่า สำคัญกว่า IQ และ EQ มีงานวิจัยชี้ชัดว่าช่วงวัย 3-6 ปีนี้ เป็นช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาทักษะ EF ให้กับเด็ก

    Executive Functions (EF) ประกอบด้วยทักษะ 9 ด้าน ประกอบด้วย 1.Working memory ความจำที่นำมาใช้งาน 2.Inhibitory Control การยั้งคิด 3.Shift หรือ Cognitive Flexibility การยืดหยุ่นความคิด 4.Focus / Attention การใส่ใจจดจ่อ 5.Emotional Control การควบคุม 6.Planning and Organizing การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ 7.Self -Monitoring การรู้จักประเมินตนเอง 8.Initiating การริเริ่มและลงมือทำงานตามที่คิด 9. Goal-Directed Persistence ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย

    การนำ EF ไปใช้ ไม่ได้เนื้อหาในบาท และไม่ได้เพิ่มภาระใหม่ให้กับพ่อแม่หรือครู ไม่ต้องมีอุปกรณ์แพงๆ แต่ต้องทำความเข้าใจหลักการพัฒนาทักษะ EF ให้ชัดเจน แล้วสังเกตว่าลูกของเรามีจุดแข็ง EF ในด้านใด มีจุดอ่อนด้านใด แล้วฝึกฝนเสริมสร้างในด้านนั้น โดยพัฒนาผ่านประสบการณ์ในชีวิตจริง ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

    โลกในศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และซับซ้อนมาก เด็ก เยาวชน หรือ ผู้ใหญ่ หากทักษะ EF บกพร่อง ชีวิตอาจล้มเหลว ตกเป็นทาสของสิ่งเร้าทั้งหลาย อาทิ ยาเสพติด การพนัน แอลกอฮอล์ ฯลฯ แต่หากได้รับการฝึกฝนทักษะ EF มาดี บุคคลจะคิดวิเคราะห์ มีหลักการ มีการไตร่ตรอง ตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนควร รู้จักวางแผนก่อนลงมือทำ หากทำไปแล้วเกิดอุปสรรค สามารถลุกขึ้นสู้ รู้จักแก้ไข คิดค้นหาทางออกใหม่ๆ ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆ และรู้จักควบคุมอารมณ์ และพฤติกรรมตนเอง จนเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อน คนในครอบครัว ดังนั้น EF จึงเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของชีวิต

    …………………………………………………………






    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • ตร.ทท. ขานรับนโยบาย...ปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ลุยมาตรการกู้ภัยพื้นที่ป่าเขา

    พล.ต.ต. อภิชัย ธิอามาตย์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า การซ้อมแผนปฏิบัติการใน “โครงการส่ง เสริมความร่วมมือของภาครัฐ ในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในยามประสบเหตุ และได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ป่าเขาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจแก่นักท่อง เที่ยว” กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเป็นองค์กรหลักในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน กำหนดแนวคิดในการจัดสรรทรัพยากร สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนปัจจัยสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รวมถึงความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวภายใต้กฎหมายของประเทศ

    ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามติด อันดับโลก และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนานาประเทศ การนี้กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่๓๓ค่ายกาวิละ เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่๑๖กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติการซ้อมแผนกู้ภัย ณ ลานสนาม ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในยามประสบเหตุ และได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ป่าเขาเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
    เป้าหมายหลักของโครงการนี้ คือการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ประชาชนและหน่วยงานต่างๆในการพัฒนาระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย เพื่อ เพิ่มศักยภาพและบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนให้เข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว มีจิตสำนึกในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ร่วมกันสอดส่องดูแลนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งขานรับนโยบายปี2558 “ปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย” ตามนโยบายของรัฐบาลด้วย
  • “รักนะ...ตัวเอง” มุ่งสื่อสารสร้างความเข้าใจให้วัยรุ่นยุคใหม่

    นางสุวรรณา ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวถึง “โครงการสื่อสร้างสรรค์เสริมสร้าง การเรียนรู้ และค่านิยมเพื่อป้องกันตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น”ว่า หน่วยงานของเราได้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ในรูปแบบหนังสือการ์ตูน ชุด “รักนะ...ตัวเอง” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศศึกษาในวัยรุ่นที่ให้สาระความรู้ สอดแทรกมุกขำขัน เพื่อสร้างการจดจำ กระตุ้นต่อมคิด และนำไปชวนคุย แชท แชร์ต่อกับเพื่อนๆในกลุ่มวัยรุ่นด้วยกันได้ หนังสือการ์ตูนฉบับนี้มาพร้อมเทคนิคการเชื่อมต่อกับคลิปแอนิเมชั่น ผ่านแอพพลิเคชั่น AR (Layar) จึงมีความทันสมัย เข้าถึงสื่อได้ง่าย เหมาะกับวัยรุ่น
    กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้เล็งเห็นถึงสถานการณ์ปัญหาของเด็กและเยาวชน ในสังคมยุคเทคโนโลยีและสารสนเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เด็กจำนวนหนึ่งมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ไม่เหมาะสม และกลายเป็นเหยื่อของปัญหาต่างๆในชีวิตได้ง่าย หากเด็กและเยาวชนเหล่านี้ขาดหลักคิดที่เข้มแข็งในการดำเนินชีวิต และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมอันก่อให้เกิดสถานการณ์ภาวะเสี่ยงหลายรูปแบบตามมา เกิดปัญหาหลักๆจากภัย 3 เสพ ได้แก่เสพติดยา เสพติดความรุนแรง และเสพติดเซ็กซ์ พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่สถานการณ์ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมปี 2550–2555) สถิติการคลอดบุตรของวัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มแม่ที่มีอายุตํ่ากว่า 15 ปี ในภาพรวมของประเทศมีอัตราการคลอดบุตรของวัยรุ่น อยู่ที่ ร้อยละ 46.92 ต่อหญิงกลุ่มอายุ 15-19 ปี พันคน ในที่นี้วัยรุ่นภาคกลางมีอัตราการคลอดบุตรสูงสุด อยู่ที่ 55.20 คน รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกรุงเทพมหานคร
    (อ้างอิงจากรายงาน
    นสถานการณ์การคลอดบุตรของวัยรุ่นไทย ปี 2555, ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
    ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นนี้จึงจำเป็นต้องรณรงค์เชิงรุกลงสู่ระดับพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ
    หนังสือการ์ตูน ชุด “รักนะ ตัวเอง” เป็นสื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ในป้องกันการตั้งครรภ์-ไม่พร้อมในวัยรุ่น ในรูปแบบการ์ตูนเพศศึกษา โดยเนื้อหาในเล่มจะสอดแทรกความรู้ ความห่วงใย ใส่ใจ และมุกขำขัน อ่านแล้วได้สาระพร้อมรอยยิ้ม สร้างการจดจำ กระตุ้นต่อมความคิด เพื่อให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าตนเอง มีค่านิยมและพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น หนังสือการ์ตูนชุดนี้มีทั้งหมด 3 เล่ม โดยจัดแบ่งเนื้อหาตามความเหมาะสมของช่วงวัย เล่มแรก “ฉันเรียนรู้”เหมาะกับวัยประถมปลายที่เริ่มโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตนเอง รู้จักดูแลตนเองอย่างถูกต้อง และรู้จักสังเกตเฝ้าระวังภัยทางเพศทั้งคนใกล้ตัว และคนแปลกหน้า ,เล่มที่สอง “ฉันป้องกัน”เหมาะกับวัยรุ่น ม. ต้นเนื้อหาของเล่มนี้เพิ่มความเข้มข้นขึ้น เน้นการนำความรู้ไปปฏิบัติได้จริง แนะนำเทคนิคการปฏิเสธ การป้องกันทั้งก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ โดยเน้นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม และเล่มที่สาม “ฉันเข้าใจ”เหมาะกับวัยรุ่น ม. ปลาย ที่โตเป็นหนุ่มสาวเต็มตัว และอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆที่มีความหลากหลายทางเพศ เนื้อหาของเล่มนี้จึงเน้นการสร้างความเข้าใจ การเห็นคุณค่าในตนเอง และการเคารพความแตกต่างหลากหลายทางเพศ เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีในหมู่เพื่อน อย่างไรก็ตามหนังสือการ์ตูนทั้ง 3 เล่มนี้ วัยรุ่นสามารถอ่านได้ทุกระดับชั้นเรียน เพื่อจะได้นำสาระความรู้ดีๆ พร้อมมุกขำขันไปชวนคิดชวนคุยกับเพื่อนๆต่อได้ เป็นวิธีบอก “รักนะ...ตัวเอง”อย่างสร้างสรรค์
    นอกจากนี้แล้ว หนังสือการ์ตูนชุดนี้ ยังได้ใช้เทคนิคพิเศษ เชื่อมต่อกับสื่อออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน วัยรุ่นสามารถเปิดดูคลิปแอนิเมชั่นสั้นๆ ได้จากโทรศัพท์มือถือ หรือดูคลิปผ่านเว็บไซต์ และเฟสบุ๊ค www.facebook/savetheteen สำหรับสถานศึกษาที่สนใจและต้องการหนังสือการ์ตูน ชุด “รักนะ ตัวเอง” ไว้ในห้องสมุดโรงเรียน สามารถติดต่อขอรับได้ที่ สำนักคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โทรศัพท์ 02 306 8935
    .........................................................
    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่นางสาวฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • ป.ป.ส. เปิดแนวรบ...มุ่งสร้างพลเมืองรุ่นใหม่

    นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการวางทิศทางการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้กับคนไทยตั้งแต่ระดับปฐมวัย (แรกเกิด – 6 ปี) เพื่อสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ให้เข้มแข็งและห่างไกลจากยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ตัดสินใจเพิ่มน้ำหนักการทำงานด้านการป้องกัน โดยการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกลุ่มเด็กปฐมวัย แม้ยังไม่เกิดปัญหา
    องค์ความรู้สำคัญที่จะนำมาใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มเด็กปฐมวัย คือ องค์ความรู้ด้านประสาทวิทยา ในเรื่อง อีเอฟ (EFs หรือ Executive Functions) ซึ่งหมายถึง “ความสามารถของสมองในการบริหารจัดการชีวิต” เป็นทักษะในการคิดและรู้สึก เช่น ยับยั้งชั่งใจ คิดก่อนทำ รู้จักควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมให้เหมาะสม ความมุ่งมั่นพากเพียร และรู้จักปรับตัวกับสถานการณ์ ล้มแล้วลุกได้ โดยที่ EF มีช่วงระยะที่จะพัฒนาได้อย่างดี คือ ในช่วงอายุ 2-6 ปี ดังนั้น หากต้องการพลเมืองที่มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งต่อยาเสพติดและปัญหาอื่นๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างถูกวิธีในช่วงอายุนี้
    ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป สำนักงาน ป.ป.ส. มีทิศทางและแผนงานขับเคลื่อนการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กปฐมวัย แบ่งเป็น 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. สร้างเครื่องมือ จัดทำสื่อเสริมพัฒนาการสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กปฐมวัย ทั้งในรูปแบบนิทาน และสื่ออื่นๆ อาทิ เพลง เกมส์ ของเล่น 2.พัฒนาบุคลากร ได้แก่ ครู รร.อนุบาล และครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศเพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.ขยายและพัฒนา ภาคีเครือข่าย คือ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย ได้แก่ เครือข่ายครู ชุมชน ครอบครัว รวม 53,553 แห่ง โดยมีการทำ MOU กับ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทยในเรื่องนี้แล้ว 4.พัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ โดยเฉพาะการวิจัยและประเมินผลเพื่อดูผลสัมฤทธิ์ของการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี เพื่อเป็นองค์ความรู้เชิงประจักษ์ในการพัฒนาการทำงานต่อไป ทั้งหมดนี้ เพื่อให้เด็กปฐมวัยจะได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมสามารถเติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง มีคุณภาพ และเป็นพลังในการพัฒนาประเทศต่อไป
    นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการในกลุ่มบริษัท อาร์แอลจี กล่าวว่า มีงานวิจัยระยะยาวในต่างประเทศยืนยันชัดเจนว่า เด็กที่ EFs ดี เมื่อขึ้นไปเรียนในระดับชั้นประถม-มัธยมหรือมหาวิทยาลัยก็จะมีผลการเรียนดี เมื่อทำงานก็ประสบสำเร็จมาก เป็นหนี้สินน้อย กระทำผิดทางกฎหมายน้อย มีภาวะการเสพติดสิ่งต่างๆ น้อย และเมื่อมีครอบครัว คนมี EFs ดีก็มีชีวิตคู่ที่อบอุ่น ดังนั้น EFs ย่อมเป็นภูมิคุ้มกันที่จะช่วยคนเราในการดำรงชีวิต จะพูดก็ได้ว่า EFs นั้นรวม IQ-EQ-SQ ไว้ทั้งหมด
    สมองของมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนา EFs ได้ทั้งสิ้น แต่ต้องได้รับการฝึกฝน ช่วงเวลาฝึกฝนที่ได้ผลดีที่สุดคือช่วงก่อน 6 ขวบ หลังจากนั้นไปแล้วก็ยังพัฒนาได้ แต่ในอัตราที่ไม่ดีเท่าวัยเด็กเล็ก ดังนั้น ถ้าเราละเลยการฝึกฝน EFs ในช่วงอนุบาล ก็เท่ากับเราโยนโอกาสพัฒนาสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตเด็กไทยทิ้งไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ถ้าเราจะพัฒนาเด็กไทยให้ถูกที่ถูกทาง การเรียนในช่วงอนุบาลจะต้องไม่เร่งเรียนเขียนอ่าน แต่ต้องเป็นการเรียนแบบ Active Learning ให้เด็กได้เล่น ได้ลงมือทำด้วยตนเอง (Learning by Doing) ได้คิดค้นและวางแผนกิจกรรมต่างๆ กับกลุ่ม เป็นต้น แล้วเสริมทักษะ EFs เข้าไป
    สถาบันอาร์แอลจี ได้ร่วมมือกับ ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รศ.ดร. นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ในการจัดการความรู้และพัฒนาสื่อหลากหลายรูปแบบ เพื่อสนับสนุนสำนักงาน ป.ป.ส. ในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนรู้ด้าน EFs ที่ออกแบบมาอย่างประณีต สำหรับผู้เข้าเรียนรู้แต่ละกลุ่ม ให้พ่อแม่ ครูอนุบาล ครูศูนย์เด็กเล็ก เข้าใจและนำใช้ต่อได้อย่างแท้จริง เราคาดหวังจะสร้าง Facilitator หรือผู้นำกระบวนการเรียนรู้ด้าน EFs ให้มีทุกจังหวัดทั่วประเทศ


    ..............................................................

    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469

  • ซัมซุงส่งแอพใหม่เป็นของขวัญวันเด็ก

    คุณปวิช วาสนสมบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายคอนเทนต์และเซอร์วิส ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวถึงแอพพลิเคชั่นใหม่ Samsung Kids time ว่า เกิดมาจาก พ่อแม่ชาวเอเชียต้องการโปรแกรมที่จะช่วยป้องกันลูกจาก Smart device สำหรับเด็กอายุ 3-8 ปี ที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ไม่กี่ครั้งต่ออาทิตย์เพื่อเล่นเกมและดูวีดีโอ ผู้ปกครองต้องการหาวิธีในการควบคุมการใช้งานของอุปกณ์, เนื้อหา และติดตามผลการเรียนรู้จากการใช้งานแอพ โดยที่อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้ร่วมกันได้ โดยแอพถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้หลายโพล์ไฟล์ ผู้ปกครองพร้อมที่จะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นการเรียนรู้สร้างเสริมทักษะผ่านอุปกรณ์เหล่านี้
    จากผลการสำรวจของ The Asian Parent insight 78% ของพ่อแม่ชาวเอเชียคิดว่าอุปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ควรมีความปลอดภัย Kidstime มีเนื้อหาที่เหมาะสำหรับเด็กโดยเฉพาะ อีกทั้งยังเป็นสื่อการเรียนรู้และบันเทิง เหมาะกับเด็กอายุ 3-7 ปี
    Samsung Kidstime สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีและมาพร้อมเนื้อหาอื่นๆอีก 10 เรื่อง ที่เป็นฉบับภาษาไทย ลูกค้าสามารถอัพเกรดเป็นการใช้งานแบบหลายเดือนได้ในราคา 160 บาท และสามารถเล่นเกมส์ หรือเลือกอ่านอีบุ๊คได้ถึง 80 เรื่อง ที่มีหลากหลายรูปแบบ เช่น สอนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และอื่นๆอีกมากมาย
    แอพสามารถดาวนโหลดได้ทางGoogle Play สโตร์จุดเด่นหลักๆอยู่ตรงที่สามารถตั้งเวลาเพื่อให้ผู้ปกครองสอนลูกเกี่ยวกับวิธีการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ เป็นระบบที่ต้องอาศัย รหัสจากผู้ปกครอง เพื่อทำการเปิดระบบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมการใช้งานของเด็ก หลังการใช้งานแล้วผู้ปกครองสามารถดูรายงานการใช้ของเด็กได้อีกด้วย
    Samsung Kidstime เป็นการสมัครใช้บริการแบบรายเดือน โดยจะมีเนื้อหาใหม่ๆเข้ามาทุกเดือน และไม่มีโฆษณาที่เป็นอันตรายต่อการซื้อขายภายในแอพ สำหรับโทรศัพท์ที่สามารถใช้งาน Samsung kidstime ได้แก่ Samsung รุ่น S4, S5, Galaxy Note 4, Galaxy Note 3 และ Tablet รุ่น Galaxy Tab S, Galaxy Tab 4 series และ Galaxy Tab 3 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.samsungkidstime.com
    ..........................................................................
    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ นางสาวฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • ศูนย์ข้อมมูลแรงงานแห่งชาติ

    กระทรวงแรงงานได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจัดทำศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เพื่อบูรณาการข้อมูลแรงงานจากทุกภาคส่วนในประเทศไทย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยข้อมูลในศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติประกอบด้วย ข้อมูลตลาดแรงงาน (Labour Market) ข้อมูลด้านการจ้างงาน (Employment Promotion) ข้อมูลการพัฒนาฝีมือแรงงาน (Skill Development) ข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์ (Labour Benefit) กองทุนต่าง ๆ (Fund) และนโยบายที่สาคัญด้านแรงงานอื่นๆ ซึ่งการบูรณาการข้อมูลดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานและสถานประกอบการ (Job Bank & Labour Bank) ในประเทศ สามารถเรียกดูข้อมูลได้อย่างเป็นเอกภาพ น่าเชื่อถือ ทันเวลาในการนำข้อมูลต่าง ๆ ไปประมวลผล วิเคราะห์คาดการณ์ เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายหรือวางแผนพัฒนากาลังแรงงาน รวมถึงติดตามสถานการณ์แรงงาน
  • “ดนตรีสร้างเด็กดี” ปี 2

    นางชนาทิพย์ วีระสืบพงศ์ รองอธิบดี รักษาการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร กล่าวว่า โครงการ คุณ คือ คนดี ... ที่เสียภาษีถูกต้อง กับกิจกรรมภายใต้แนวคิด “ดนตรีสร้างเด็กดี” ปี 2 ซึ่งได้รับความร่วมจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ), สภาหอการค้าไทย, บริษัท เอเซียโกลเด้นไรซ์ จำกัด ,บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ทั้งนี้เราพร้อมเดินหน้าจัดอบรมความรู้ที่เสริมสร้างทักษะการใช้เครื่องดนตรี และความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษีอากรและบทบาทของกรมสรรพากรเพื่อปลูกฝังจิตสำนึก ทัศนคติและค่านิยมที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมให้กับผู้ได้รับคัดเลือกเข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นตัวแทนนักเรียนและตัวแทนครูจากโรงเรียนทั่วประเทศ ณ โรงแรมตวันนา ถนนสุรวงศ์ กรุงเทพฯ โดยมีแขกผู้มีเกียรติที่ให้การสนับสนุนบริจาคเครื่องดนตรีเพิ่มเติม และสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก
    อย่างไรก็ตาม “กรมสรรพากรได้ดำเนินการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ “คุณ คือ คนดี ... ที่เสียภาษีถูกต้อง” มาอย่างต่อเนื่องเพื่อปลูกจิตสำนึกและสร้างค่านิยมในสังคมให้ตระหนักถึงการทำหน้าที่พลเมืองดี มีความซื่อสัตย์ อีกทั้งเป็นการสร้างความพร้อมให้กับเด็ก และเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเป็นฐานภาษีที่ยั่งยืนในอนาคต เพราะการจัดกิจกรรมโครงการ คุณ คือ คนดี ... ที่เสียภาษีถูกต้อง ภายใต้แนวคิด “ดนตรีสร้างเด็กดี” เป็นการต่อยอด ความรู้ของเด็ก ควบคู่กับการพัฒนาด้านจิตใจ ให้มีความอ่อนโยน และเสียสละเพื่อส่วนรวม โดยจัดแนวคิดนี้ต่อเนื่องจากปี 2556 ด้วยการสนับสนุนเครื่องดนตรีให้กับโรงเรียนที่มีความต้องการนำเครื่องดนตรีไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยให้เข้าถึง และเห็นคุณค่าของดนตรี”
    รองอธิบดี รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมสรรพากรมีความตั้งใจจริง และเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมกับสังคม โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการศึกษา ของเยาวชนไทยที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต จึงได้จัดสรรงบประมาณจากภาษีเพื่อนำไปสร้างประโยชน์คืนให้แก่สังคมในรูปแบบของกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างคุณค่าในทางที่ดีให้กับสังคม เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดความร่วมมือปรองดอง และก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันในทุกภาคส่วน อีกทั้งดนตรียังเป็นพื้นฐานสำคัญของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีบทบาทในการพัฒนาพลังบริสุทธิ์ของเยาวชนที่จะเติบโตไปเป็นทรัพยากรล้ำค่าของประเทศชาติ เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมต่อไป”


  • ชิมราเมงแท้ต้นตำรับจากเชฟญี่ปุ่น....ที่สวนสนุกราเมง

    คุณ โคคิ มัตสึดะ (KOKI MATSUDA) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคมาร์ส กรุ๊ป (Komars Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการร้านอาหารญี่ปุ่น ราเมง คิง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ในประเทศสิงคโปร์และประเทศฮ่องกง เราใช้ชื่อ ราเมง แชมเปี้ยนส์ เราได้ดำเนินการขยายธุรกิจ สวนสนุกราเมง ( Ramen Theme Park)ไปทั่วโลก เพื่อให้คนทั่วโลกได้รู้จักราเมงที่แท้จริง สำหรับเมืองไทย เนื่องจากวัฒนธรรมในการทานอาหารญี่ปุ่นได้พัฒนามาเรื่อยๆ ทำให้คนไทยได้มีโอกาสในการทานอาหารญี่ปุ่นเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะราเมง ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับคนที่ชอบอาหารญี่ปุ่น ฉะนั้น จึงอยากให้คนไทยได้สนุกและเพลิดเพลินไปกับสุดยอดราเมงญี่ปุ่นที่แท้จริง จึงตัดสินใจมาเปิด ร้านราเมง คิง ที่กรุงเทพมหานคร เป็นสาขาแรกในประเทศไทย
    ใช้เงินลงทุน 20 ล้านบาทในการปรับปรุงตกแต่ง A SQUARE ให้เป็นสวนสนุกราเมง ขนาดพื้นที่ 614 ตารางเมตร หากรวมพื้นที่บริเวณชั้นสองด้วยประมาณเกือบ 900 ตารางเมตร ตั้งเป้าหมายทำรายได้ในปี 2557 ไว้ 72 ล้านบาท
    ร้านราเมงคิง เป็นสไตล์สวนสนุก เราจึงเรียกว่า “สวนสนุกราเมง” ที่รวมร้านราเมงชื่อดังของญี่ปุ่นเข้าด้วยกันไว้ด้วยกัน โดยให้การต้อนรับลูกค้าด้วยสุดยอดราเมง ซึ่งเป็นการให้ความบันเทิงด้านอาหาร และเพื่อช่วยพัฒนาวัฒนธรรมการกินราเมงของคนไทย และพัฒนาวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากยิ่งๆขึ้นไป
    กรุงเทพมหานครมีการขยายตัวของวัฒนธรรมการรับประทานทานอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว การค้นหารับประทานร้านที่อร่อยอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก แต่คอนเซ็ปของ ร้านราเมง คิง นอกจากอาหารที่อร่อยแล้ว เรายังเน้นให้ลูกค้าได้สนุกกับการรับประทานทานอาหารไปพร้อมๆกันทุกคน



    และลูกค้าที่มาที่ ร้านราเมง คิง สามารถสั่งราเมงของแต่ละร้านที่แตกต่างกันมาทานที่โต๊ะเดียวกันได้ ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่รับประทานทานอาหารอย่างเดียว แต่เป็นที่ให้ความบันเทิง (Entertain) ที่ทำให้ทุกคนมาสนุกกันได้ทั้งกับเพื่อน หรือกับครอบครัว
    ส่วนความหลากหลายของราเมง เรามีทั้ง ราเมงซุปมิโซะ ราเมงซุปกระดูกหมู ราเมงแนวเข้มข้น สุกี้ยากี้ราเมง และสึเคะเมง และร้านราเมงที่เรานำมาเปิดในร้านราเมงคิงในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดร้านราเมงในญี่ปุ่นทั้งนั้น ซึ่งทุกร้านเน้นการพัฒนาราเมงเพื่อแข่งขันกันชิงตำแหน่ง ราเมงคิง (สุดยอดราเมง)ให้ได้
    เบื้องต้นมีแผนการในการทำอีเว้นท์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ ร้านราเมง คิง เป็นอันดับหนึ่งในใจคนไทย และเปิดตัวในส่วนของ Social media เช่น เฟสบุ๊ค รวมถึงการลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แต่กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของ ร้านราเมง คิง คือ การทำราเมงของแท้ ให้คงคุณภาพความอร่อยไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้สนุกและประทับใจกับราเมงของเรา เป็นลูกค้าประจำของร้าน และเผยแพร่ไปให้เพื่อนๆ หรือคนในละแวกนั้นได้รู้จัก
    อย่างไรก็ตามอาหารญี่ปุ่น และราเมง ไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับคนไทยแต่อยากให้คนไทยได้รับประทานราเมงที่อร่อยและเป็นของแท้ เราอยากให้ความรู้สึกประทับใจกับราเมงของแท้นี้ได้ถ่ายทอดไปถึงคนทั่วโลกในอนาคตให้ได้
    ตอนนี้เราได้เตรียมการเปิดสาขาที่สองแล้วตอนสิ้นปีนี้ และเราจะดูจากผลตอบรับเพื่อวางแผนในการเปิดสาขาที่สามในปีหน้าต่อไป สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝาก ร้านราเมง คิง ให้คนไทยได้มีโอกาสมาชิมราเมงแท้จากญี่ปุ่นที่ ร้านราเมง คิง A SQUARE สุขุมวิท 26 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ / www.facebook.com/RamenKingThailand

    ...............................................................

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 081 925 3398
  • อ่านสร้างสุข สสส.

    คุณสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)กล่าวว่า โครงการสถานศึกษาต้นแบบชุมชนอ่านสร้างสุข” ปี2557 ภายใต้แนวคิด “อ่านสร้างสุข” ได้ร่วมกับ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ได้จัดทำโครงการสถานศึกษาต้นแบบชุมชนอ่านสร้างสุข” ปี2557 ต่อเนื่องจากผลสำเร็จของโครงการ “อ่านสร้างสุขในโรงเรียนและสถานศึกษา” ก้าวเข้าสู่ที่ 3
    อย่างไรก็ตามการอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เพราะในชีวิตประจำวันทุกคนต้องใช้การอ่านเพื่อการดำรงชีวิต การอ่านสำคัญต่อการพัฒนาและแก้ปัญหาสังคม เพราะการอ่านหนังสือดีย่อมได้รับค่านิยมที่ดีๆ หากผู้อ่านนำความรู้และค่านิยมที่ดีมาใช้พัฒนาตนเอง ทั้งด้านสติปัญญาและจิตใจ ไม่เพียงผู้อ่านจะได้รับประโยชน์ เช่น สามารถวินิจฉัยความถูกต้องของเรื่องต่างๆ สามารถเข้าใจสถานการณ์และแก้ปัญหาได้ทันท่วงที สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม ฯลฯ สังคมโดยรวมยังได้รับพัฒนาจากผู้อ่านที่นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ.2554 องค์การสหประชาชาติจึงเสนอให้ประเทศสมาชิกรณรงค์ให้ประชาชนในประเทศอ่านออกเขียนได้
    การปลูกฝังให้ประชาชนในประเทศอ่านหนังสือจนเป็นนิสัยนั้น เริ่มต้นได้ภายในครอบครัว และเมื่อเข้าสู่สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการสะสมประสบการณ์และความรู้ การอ่านถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากกิจกรรมในสถานศึกษากว่า ร้อยละ 90 ต้องอาศัยการอ่าน โดยเฉพาะกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้เรียนต้องมีความสามารถด้านการอ่าน นอกเหนือจากนี้ การอ่านยังทำให้ผู้เรียนมีความคิดกว้างขวางขึ้นและมีทักษะการคิดเป็นขั้นตอน
    ผลดำเนินโครงการ 2 ปีที่ผ่านมา เกิดผลสำเร็จที่สำคัญ อาทิ ผลสำเร็จในผู้เรียน โดยผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันหนังสือเล่มเล็กประดับประเทศ
  • ภารกิจผู้การใหม่เมืองไทยต้องปลอดภัยที่สุด

    พล.ต.ต. ศุภพล อรุณสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ตำรวจท่องเที่ยวในฐานะผู้ดูแลสวัสดิภาพนักท่องเที่ยวไม่หมดกำลังใจ ย้ำลุยทำงานต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างต่อเนื่องภาย หลังกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายงาน การจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking In Persons (TIP) Report) ประจำปี 2558 โดยยังคงจัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นปีที่ 2 คือ Tier 3 หมายถึง ประเทศที่มีปัญหามาก แต่ไม่ดำเนินการแก้ปัญหา หรือไม่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังซึ่งยังขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ที่ผ่านมาหน่วย งานของเราได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ผ่านโครงการต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง
    ด้วยเหตุนี้ กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวจึงต้องเพิ่มยุทธศาสตร์ในการรณรงค์เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ด้านการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ไม่เข้ามามีส่วนในการสนับสนุนวงจรการค้ามนุษย์ เช่น การสนับสนุนขอทานด้วยความสงสารหรือการใช้บริการการค้าประเวณีจึงได้จัด ทำ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในด้านการท่อง เที่ยวของกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว”เพื่อรณรงค์ป้องกันการค้ามนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
    พล.ต.ต. ศุภพล อรุณสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่าต่อไปว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่สวยที่สุด ช็อปปิ้งสนุกที่สุด ผู้คนน่ารักที่สุด ดีที่สุดในทุกเรื่องอยู่แล้ว เหลืออย่างเดียวเท่านั้นคือเรื่องความปลอดภัย ฉะนั้นภารกิจแรกของผมคือการทำให้ประเทศไทยปลอดภัยที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะปลอดภัยได้ก็อาศัยปัจจัยหลายส่วนด้วยกัน

    ส่วนแรกเป็นส่วนของผู้ประกอบการโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ ร้านค้าต่างๆ ที่เราต้องเข้าไปอบรมให้เป็นอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ต้องทำให้เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งให้ได้ เพื่อคอยเป็นหูเป็นตาแจ้งเหตุ เพราะบุคคลเหล่านี้อยู่ใกล้ชิดนักท่องเที่ยวมากที่สุด นักท่องเที่ยวเองก็ต้องรู้จักการประพฤติตัวที่เหมาะสมขณะอยู่ประเทศไทยซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะปฏิเสธ






    ไม่ได้ว่าหลายครั้งเหตุเกิดจากนักท่องเที่ยวไม่เข้าใจการปฏิบัติตัวขณะอยู่เมืองไทย เนื่องจากนัก ท่องเที่ยวส่วนมากมักรู้สึกว่าประเทศไทยมีความปลอดภัยสูงมาก จึงไม่ค่อยระมัดระวังตัวในขณะอยู่ในประเทศไทย เช่น การเดินในทางเปลี่ยวในเวลากลางคืน วางกระเป๋าและของมีค่าทิ้งไว้บนชาย หาดขณะลงเล่นทะเล การไว้ใจคนแปลกหน้าหรือใส่เสื้อผ้าที่เปิดเผยมากเกินไป ซึ่งทำให้เป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อตนเอง ดังนั้นเราต้องสื่อสารให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรขณะอยู่ในเมืองไทยซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

    ที่ผ่านมาเราอาจสื่อสารกับนักท่องเที่ยวไม่เพียงพอ โดยต่อไปวิธีการสื่อสารหลักๆจะเป็นการใช้สื่อ online ซึ่งเข้าถึงนักท่องเที่ยวมากที่สุดผ่านเว็ปไซต์ต่างๆที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้าไปหาข้อมูลในการมาเที่ยวเมืองไทย และในรูปแบบของการแจ้งเตือนเมื่อเห็นนักท่องเที่ยวประพฤติตัวสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเหตุ โดยในส่วนนี้จะเป็นหน้าที่ของตำรวจท่องเที่ยวพื้นที่และอาสาสมัครตำรวจท่อง เที่ยวซึ่งจะคอยดูแล แจ้งเตือน ทั้งทางวาจาและการให้โบรชัวร์ที่บอกถึงการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมและปลอดภัยขณะพำนักอยู่ในประเทศไทย

    สำหรับด้านการค้ามนุษย์ จากนี้ไปตำรวจท่องเที่ยวจะรับหน้าที่หลักเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในเชิงท่องเที่ยวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันและการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวให้เที่ยวอย่างมีจริยธรรมต่อไป
    งานรณรงค์ในวันนี้ถือเป็นการนำร่องการสื่อสารในรูปแบบอื่นๆที่จะครอบคลุมมากขึ้น ส่วนในเรื่องของการปราบปรามที่ปกติเราทำอยู่แล้วนั้น ตอนนี้ได้สั่งให้เข้มงวดขึ้น ถี่ขึ้น สร้างเครือข่ายที่จะคอยเป็นหูเป็นตาให้กับเรามากขึ้น และเรายังมีบริการสายด่วนตำรวจท่องเที่ยวซึ่งมีบริการล่ามแปล ภาษาถึง 5 ภาษา เพื่อรองรับการแจ้งเหตุและการดูแลนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติต่างภาษาได้ดีที่สุด
    อย่างไรก็ดี ปัญหาการค้ามนุษย์มิใช่ปัญหาที่สามารถขจัดให้หมดสิ้นได้ภายในช่วงระยะเวลาอันสั้นเนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับบางปัญหาที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวตระหนักอย่างยิ่งถึงข้อเท็จจริงนี้ จึงมีความมุ่งมั่นในการวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นในด้านการสร้างจิตสำนึก ป้องกัน และปราบปราม หากพบเหตุแจ้งสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือ www.touristpolice.go.th
    ......................................................................

    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : นางสาวฐิตินันท์ ปานดอนลาน : 094 539 2469

  • โครงการห้องเรียนพ่อแม่

    สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ได้จัดงานสำหรับครอบครัวชื่อ “โครงการห้องเรียนพ่อแม่” เพื่อใช้เป็นโครงการนำร่องในการเสริมสร้างความรู้ ทดลองปฏิบัติ ให้กับคุณพ่อคุณแม่ ในเรื่องการดูแลลูกอย่างมีคุณภาพ เหมาะสมตามช่วงวัย ซึ่งจะสามารถมีส่วนช่วยในการดึงศักยภาพของเด็กในแต่ละวัยให้เห็นคุณค่าของตนเอง นำไปสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ เริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวจากพ่อแม่สู่ลูก ผ่านการทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมของพ่อแม่ มีรายละเอียดดังนี้ 1)ลงขันประสบการณ์ เป็นกิจกรรมพูดคุย แลกเปลี่ยน เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของความเป็นพ่อแม่ในแต่ละช่วงวัย เพื่อแลกเปลี่ยนปัญหา, ความกังวลใจในการเลี้ยงดู, แนวทางการแก้ปัญหาที่พ่อแม่ได้มีประสบการณ์ผ่านพ้นปัญหานั้นมาได้พร้อมเพิ่มเติมความรู้โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พ่อแม่ พร้อมรับฟังเทคนิคใหม่ๆ ในการเลี้ยงลูก 2)สนุกกับ...เส้นทางการเรียนรู้ กิจกรรมส่งเสริมให้พ่อแม่เข้าใจถึงพัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็กในวัยนี้ว่าสามารถเสริมพัฒนาการ และการเรียนรู้ผ่านอะไรได้บ้าง และพ่อแม่มีบทบาทอย่างไรในเรื่องส่งเสริมพัฒนาการ โดยภายในงานจะแบ่งกลุ่มเป็นพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัย 0-2 ปี, 3-5 ปี, 6-11 ปี, 12-18 ปี นำร่องในพื้นที่ 6 เขต คือดินแดง ที่โรงเรียนวิชูทิศ, เขตบางเขนโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์, เขตบางกะปิ โรงเรียนบ้านบางกะปิ, เขตจอมทอง โรงเรียนวัดยายร่ม, เขตปทุมวัน โรงเรียนวัดปทุมวนาราม, เขตบางบอน โรงเรียนพระยามนธาตุราชศรีพิจิตร ในวันที่ 4-5 กันยายน 2553 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ผู้สนใจสามารถสมัครสำรองที่นั่งได้ที่เจ้าหน้าฝ่ายการศึกษาของเขต หรือผ่านเจ้าหน้าที่โครงการ โทรศัพท์ สอบถามรายละเอียดที่ 02-9137555 ต่อ 3245, 4223 หรือ 02-8318431 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
  • ททท.ติดอาวุธความคิด ภารกิจหัวใจใหม่”

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ททท.ติดอาวุธความคิด ภารกิจหัวใจใหม่” นำเยาวชนจากพื้นประสบอุกภัย 25 จังหวัดๆละ5คน เข้าร่วมโครงการเพื่อให้เยาวชนเห็นถึงคุณค่าความสำคัญของการดูแลธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดบ้านเกิดของตน และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดของตน พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันปกป้องแหล่งท่องเที่ยวในประเทศให้พ้นจากภัยธรรมชาติในอนาคต ระหว่างวันที่ 5 -9 เมษายน 2555 เมษายน 2555 ณ โรงแรมมวกเหล็ก พาราไดส์ รีสอร์ท จ.สระบุรี
  • บางรัก...มรดกรักแห่งแผ่นดิน 2553

    บสก. ร่วมสืบสานประเพณีไทย จับมือ สำนักงานเขตบางรัก สภาวัฒนธรรมเขตบางรัก จัดงาน “บางรัก...มรดกรักแห่งแผ่นดิน 2553” ปีที่ 2 ที่ อาคาร บสก. สำนักงานใหญ่ ในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2553 มอบทะเบียนสมรสทองคำ เรือนหอมูลค่ากว่าล้านบาทให้กับคู่รักที่โชคดี พร้อมทั้งมอบความบันเทิงจากเหล่าศิลปินดารา อาทิ มินิคอนเสิร์ต ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว - สินเจริญ บราเธอร์ส ตระการตาด้วยทุ่งทิวลิปกว่า 3 พันดอก ที่ให้คู่รักได้เก็บภาพเป็นที่ระลึก

    ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “บางรัก...มรดกรักแห่งแผ่นดิน 2553” ตอนรัตนโกสินทร์แผ่นดินแห่งความรัก ที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) สำนักงานใหญ่ ถนนสุรศักด์

    นายบรรยง วิเศษมงคลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บสก. กล่าวว่า บสก. มีความยินดีที่ได้ร่วมกับ สำนักงานเขตบางรัก สภาวัฒนธรรมเขตบางรัก สืบสานเทศกาลแห่งความรักในรูปแบบของประเพณีไทย โดยจัดงาน “บางรัก...มรดกรักแห่งแผ่นดิน 2553” ตอนรัตนโกสินทร์แผ่นดินแห่งความรัก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อให้ประชาชนในเขตบางรัก และเขตใกล้เคียง มีกิจกรรมสำหรับครอบครัว และคู่รัก ที่ให้ทั้งความสุข สนุกสนาน และคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามของไทย

    ทั้งนี้ ไฮไลท์ของงาน บสก. ตั้งใจมอบให้กับคู่รัก เนื่องในโอกาสที่ บสก. ครบรอบ 12 ปี คือการจัดงานมงคลสมรสให้กับคู่วิวาห์ผู้โชคดี 12 คู่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อเข้าร่วมพิธีแต่งงานในรูปแบบประเพณีไทยยุคกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเริ่มตั้งแต่การตักบาตรในช่วงเช้า การยกขบวนขันหมาก การจัดพิธีรดน้ำ รวมถึงการจัดชุด และดูแลเรื่องแต่งหน้าทำผม กิจกรรมภายในงาน นอกจากคู่รักจะได้รับบริการจากสำนักงานเขตบางรัก มาจดทะเบียนสมรสให้ฟรีแล้ว บสก. ได้มอบรางวัลพิเศษให้กับผู้ที่มาจดทะเบียนสมรสในงาน เป็นเรือนหอมูลค่ากว่าล้านบาท ซึ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น โครงการเพชรสยาม 2 ถนนบางบอน เขตหนองแขม กรุงเทพฯ พร้อมเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่อง ในราคาพิเศษเพียง 2,553 บาท

    นอกจากนี้ ทางสำนักงานเขตบางรักได้มอบรางวัลพิเศษให้กับคู่รักที่โชคดี รับทะเบียนสมรสทองคำ โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาคมอัญมณีไทยและเครื่องประดับ และภายในงาน บสก. ยังได้จัดกิจกรรมและสันทนาการต่างๆ ไว้ต้อนรับคู่รักมากมาย อาทิ ขบวนวิวาห์มหามงคลแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทุ่งทิวลิปกว่า 3,000 ดอก การสาธิตศิลปวัฒนธรรมไทย ทั้งหัตถกรรม อาหารไทย ศิลปะไทย ในซุ้มตลาดนัดวันวาน มินิคอนเสิร์ตจาก ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ในบทเพลงแห่งความรัก เพื่อทุกคู่รัก และวง สินเจริญ บราเธอร์ส ทอล์คโชว์ ครองรัก ครองเรือนอย่างมีความสุข กับ พันเอก นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา การเสวนาคู่รักนักบริหาร กับครอบครัว ปิ๊บ รวิชญ์ เทิดวงศ์ มาร่วมเสวนาเกี่ยวกับความรัก

    อย่างไรก็ดี เนื่องในวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2553 บสก. ยังได้มอบโปรโมชั่นพิเศษสุดสำหรับทุกคู่รักที่จดทะเบียนสมรส ณ สำนักงานเขตบางรัก เมื่อซื้อทรัพย์ของ บสก. และโอนกรรมสิทธิ์ ภายในปี 2553 รับส่วนลดเพิ่ม 5% จากราคาอนุมัติขาย
  • มหกรรมเล่านิทาน ปี 2555


    “มหกรรมเล่านิทาน อ่านและเล่นกับลูก ปี 2555”
    นอกจาก “โครงการเล่านิทาน...อ่านและเล่นกับลูก” ยังมีกิจกรรม “วัยซน ค้นโลก” ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อยอดจาก “โครงการเล่านิทาน อ่านและเล่นกับลูก” เพื่อพัฒนาเด็กวัย 7-9 ปี ด้วยกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ทำให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการนำความรู้มาปฏิบัติจริง ผ่านกิจกรรมการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ “ของเล่น บินได้”
    “กิจกรรมวัยซน ค้นโลก” ได้จัดประกวดของเล่นบินได้ และมีนักเรียนจากโรงเรียนวัดคู้สนามจันทร์ จังหวัดสมุทรสงคราม (ภาคกลาง) คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ของเล่นบินได้คือ “เด็กไทยทำเด็กไทยบิน”ภายในงาน “มหกรรมเล่านิทานอ่าน และเล่นกับลูก” ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้อง Bangkok convention


    hall เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ชั้น 5 ระหว่างวันที่ 16-17 กันยายน 2555 เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็ก และเยาวชน ได้ร่วมเรียนรู้และสนุกกับบูทกิจกรรมต่างๆ
    ,เรียนรู้ อดีต ปัจจุบัน อนาคตของโครงการ และเรื่องราวดีๆ ของโครงการ “เล่านิทาน อ่านและเล่นกับลูก” ผ่านน้องใบพัด ในรูปแบบภาพยนตร์สั้น , บ้านปันผลสุข ที่นำเสนอตัวอย่างผลสัมฤทธิ์ของโครงการ รวมถึง ”ดินแดนแห่งความสุข ” ภูเขาเล่านิทาน มหาสมุทรหนังสือ เขาวงกตของเล่น รวมถึงลานบิน “ของเล่น บินได้” และพื้นที่แสดงของเล่นบินได้ที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 60 ผลงาน
  • โครงการ RD Camp season 7

    (29 กรกฎาคม 2557) นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดโครงการ RD Camp Season 7 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกและเสริมสร้างทัศนคติที่ดีในการทำหน้าที่เสียภาษีอย่างถูกต้องให้แก่นิสิต นักศึกษา ณ โถงชั้น 1 อาคารกรมสรรพากร
    นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “กรมสรรพากร ได้จัดโครงการ RD Camp มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อเป็นการตอกย้ำและกระตุ้นให้น้อง ๆ นิสิต นักศึกษา ได้ตระหนักถึงการทำหน้าที่เป็นพลเมืองดีของประเทศ และเปิดเวทีให้น้อง ๆ ได้แสดงความสามารถ โดยตลอดการเข้าค่ายจะมีการเรียนรู้ภาษีผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและมีสาระ ภายใต้แนวคิด “คิดดี...ได้ภาษีสร้างชาติ” และมีการแข่งขันออกแบบลายเสื้อ พร้อมสร้างโอกาสให้น้อง ๆ ได้ทดลองทำธุรกิจจริง เพื่อปูพื้นฐานการสร้างอาชีพในอนาคต ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายเสื้อของน้องๆ จะถูกนำไปใช้ประโยชน์คืนให้แก่สังคมในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น คืนไปให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนในรูปแบบของอุปกรณ์การเรียน คอมพิวเตอร์ ชุดนักเรียน หรือทุนโครงการอาหารกลางวัน โดยกิจกรรมทั้งหลายในค่ายจะเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่มีคุณค่า ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างทัศนคติที่ดี เกิดความภาคภูมิใจในการทำหน้าที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง”
    กรมสรรพากร จึงขอเชิญชวนน้อง ๆ นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี มีอายุ ไม่เกิน 25 ปี สมัครเข้าร่วมโครงการ RD Camp Season 7 ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 25 กันยายน 2557 โดยสามารถดูรายละเอียดและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.rdcamp.com/season7 หรือ https://www.facebook.com/rdcamp7 หรือ E-mail : rdcamp.7@gmail.com และเบอร์ติดต่อโครงการฯ : โทร 02 831 8400 ต่อ 3250 มือถือ 095 576 2886 โทรสาร 02 831 8491
    ................................................................

    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่นางสาวฐิตินันท์ 094 539 2469
  • รักลูกเฟสติวัล 2013


    บริษัท รักลูก กรุ๊ป จัดงาน “รักลูกเฟสติวัล 2013 “ โดยปีนี้เน้นคอนเซ็ปท์ “Humanity : ชีวิตมี 2 ทางเลือก” พบนิทรรศการเล่นได้ Version 3.0 และฐานปฏิบัติการหลัก อาทิ Land of love พิทักษ์ความสุขตลอดการเติมโต ผ่านหัวใจรักของพ่อแม่ , Empowering Mom พิทักษ์พลังของแม่ สร้างลูก สร้างคน, Jaidee Land มหัศจรรย์การเรียนรู้ของวัยคิดส์, และ Enjoy the Show พิทักษ์ความกล้า เพิ่มคุณค่าให้ครอบครัว พร้อมพบสินค้าคุณภาพราคาพิเศษเพื่อคุณและลูกน้อยในราคาลดสูงสุดถึง 80%
    พบกันได้ในงาน “รักลูกเฟสติวัล ครั้งที่ 14” งานแสดงนวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับครอบครัว อันดับ 1 ของประเทศ ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคมนี้ ณ ฮอลล์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
    ช้อปลุ้นฟรี!!! รถเข็นและคาร์ซีท ทุกชั่วโมง , พิเศษ!!!! แม่ท้องลุ้นรับจี้ทองและอัตร้าซาวนด์ 4มิติ ฟรีทุกวัน ลงทะเบียนเข้าร่วมงานและติดตามรายละเอียดได้ที่ www.raklukefestival.com

    ...............................................................
  • One Wall One World

    บริษัท เบเยอร์ จำกัด ผู้ผลิตสีคุณภาพระดับอัลตร้าพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ เบเยอร์คูล ยูวี ชิลด์ สีกันร้อนสะท้อนยูวีรายแรกที่กล้ารับประกัน 15 ปี ขอเรียนเชิญท่านหรือตัวแทนเข้าร่วมงาน “Global Cooling with Beger Cool ” กับโครงการ “One Wall One World ปฏิบัติการรวมพลังกู้โลกร้อนกับสีเบเยอร์ คูล” ในวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2553 เวลา 13.30-15.15 น. ณ ลาน CASCATA ห้างสรรพสินค้า ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต โดยมีกำหนดการที่น่าสนใจดังนี้

    13.00-13.30 : สื่อมวลชนลงทะเบียน

    13.40-14.20 : พิธีกร โดยคุณ ...นำเข้าช่วงเสวนาในหัวข้อ โลกทำร้ายเรา หรือ เราทำร้ายโลก
    กับ ดร. สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
    พูดคุยกับ ตัวแทนทางภาครัฐกระทรวงพลังงาน และตัวแทนภาคเอกชนบริษัท แสนสิริ

    จำกัด(มหาชน )เกี่ยวกับGREEN BUILDINGเทรนด์ใหม่ให้การใช้สีแก้ปัญหาเมืองร้อน
    14.20-14.40 : คุณวรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองประธานกรรมการ บริษัท เบเยอร์ จำกัด กล่าวถึง

    วิสัยทัศน์เกี่ยวกับโครงการ “One Wall One World”
    14.30-15.00 : ร่วมปฏิบัติการ “One Wall One World” กับ Beger girl gang
    15.00-15.15 : จบกิจกรรม/ ถ่ายภาพร่วมกัน

    บริษัท เบเยอร์ จำกัด จึงใคร่ขอเรียนเชิญท่านให้เกียรติร่วมงาน “Global Cooling with Beger Cool” กับโครงการ “One Wall One World ปฏิบัติการรวมพลังกู้โลกร้อน” ตามวันเวลาดังกล่าว หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน (นิ่ม) 081-925-3398
    Invalid Domain Name
    Latest Press Release
    ร้าน ทอยส์ อาร์ อัส ฉลองเทศกาลของเล่นครั้งใหญ่ ..Toys R Us Make Your Christmas Magical

    ร้านทอยส์ อาร์ อัส จัดงานเทศกาลแห่งความสุขกับของเล่น "Toys "R" Us Make Your Christmas Magical ต้อนรับวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ทางร้านได้คัดสรรของเล่นมากมายเตรียมไว้ เพื่อส่งมอบความสุขให้กับคุณหนูๆ! พบ 10 ของเล่นสุดฮอต พิเศษกว่าใคร...
    ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ช้อปสุดฟิน ลดสุดฟัน 3% Cash Back

    ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ร่วมกับ บัตรเครดิตเคทีซี เอาใจนักช้อป จัดโปรโมชั่นสุดคูล"ช้อปสุดฟิน ลดสุดฟัน 3% Cash Back" ต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มอบโชค 2 ชั้นสุดคุ้ม สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต เคทีซี วีซ่า (KTC Visa) ทุกประเภท โชคชั้นที่ 1...
    พบกับ แนน ออพติโปร เอชเอ คิด 3 ผลิตภัณฑ์โภชนาการคุณภาพล่าสุด ที่มี ออพติโปร เอชเอ และสารอาหารพื้นฐาน 11 ชนิด

    บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้นำด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ขอแนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนม "แนน ออพติโปร เอชเอ คิด 3"ผลิตภัณฑ์โภชนาการคุณภาพสำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป โดยการค้นคว้าวิจัยโดยสถาบันโภชนาการเนสท์เล่ สวิตเซอร์แลนด์...
    เนสท์เล่ เปิดตัว แนน ออพติโปร เอชเอ คิด 3 นวัตกรรมโภชนาการ โปรตีนคุณภาพ สู่เด็กไทย เสริมสร้างพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรง เพื่อการเรียนรู้ที่ดียิ่งกว่าของลูกน้อย

    "แนน" ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนมสำหรับเด็ก โดย บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้นำด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี โดย มร. วูฟกัง ฟรีสส์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจโภชนาการทารกและผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กโตบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด...
    งานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เมล่อนเกรดพรีเมี่ยมจากแหล่งปลูกที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น

    บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เมล่อนเกรดพรีเมี่ยมจากแหล่งปลูกที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น "คราวน์เมล่อน" (Crown Melon)...
    Related Topics
    รวมพลังกู้โลก BegerCool สีเบเยอร์ โลกร้อน อัลตร้า โครงการ เบเยอร์ ตัวแทน GLOBAL แบรนด์

  • รณรงค์ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด

    พรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากวิกฤตการณ์อุทกภัยในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2554 ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยทั้งพื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ ไม้ผล พืชผัก ตลอดจนด้านประมงและปศุสัตว์ ทำให้เกษตรกรไม่ได้ผลผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลัก ในการพัฒนาเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพร่วมมือ กับ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง จัด "โครงการรณรงค์ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดปี 2554" ขึ้นที่จังหวัดลพบุรี ทั้งนี้เนื่องจากจังหวัดลพบุรีมีเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย จำนวน 24,159 รายพื้นที่ประสบอุทกภัย 382,083.50 ไร่ แยกเป็นพื้นที่นา 286,028 ไร่พืชไร่ 82,014.75 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 14,040.75 ไร่ จึงได้จัดงาน วันรณรงค์ "โครงการรณรงค์ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด ปี 2554" ขึ้นเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555 ณ วัดดอนโพธิ์ตำบลดอนโพธิ์ อำเภอเมืองลพบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยทุกสาขาอาชีพได้รับการฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรอย่างเร่งด่วน โดยเกษตรกรได้รับข้อมูลคำแนะนำที่ถูกต้องทางวิชาการอย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อนำไปฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรของตนเองได้อย่างถูกต้อง เพื่อส่งผลให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ อาทิ
    1.สาธิตการทำไข่เค็มดินสอพอง/ทำน้ำยาสระผม/น้ำยาล้างจาน
    2.สาธิตการเพาะถั่วงอกในโหลแก้ว/การเพาะเห็ดในโอ่ง/การเพาะเห็ดในตะกร้า
    3.สาธิตการทำน้ำหมักชีวภาพ/ปุ๋ยน้ำ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการเกษตร เช่น การเพาะเห็ด,การปลูกพืชผักสวนครัว,การจัดการศัตรูพืชหลังน้ำลด,การดูแลไม้ผลหลังน้ำลด,การบำรุงรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์การเกษตรหลังน้ำลด การให้บริการเกษตรกรด้านต่างๆเช่น ซ่อมแซม-เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจักรกลการเกษตรฟรี ตัดผม-เสริมสวยฟรีซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี, รักษาโรคสัตว์ ทำหมันสัตว์ฟรี, ตรวจวิเคราะห์ดิน,แจกน้ำหมักชีวภาพและวัสดุปรับปรุงบำรุงดินฟรี, ตรวจสุขภาพเบื้องต้น,ตรวจสารเคมีตกค้างในร่างกายฟรี
  • รณรงค์ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดปี 2554

    นายวิทยา อธิปอนันต์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากวิกฤตการณ์อุทกภัยในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2554 ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย ทั้งพื้นที่ปลูกข้าว พืชไร่ ไม้ผล พืชผัก ตลอดจนด้านประมง และปศุสัตว์ ทำให้เกษตรกรไม่ได้ผลผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้

    กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีมาตรการที่จะเยียวยาพี่น้องเกษตรกรและพลิกฟื้นที่ดินทำกินทางการเกษตรให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยเกษตรกรทุกสาขาอาชีพจะได้รับการเยียวยา เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการผลิตได้อย่างรวดเร็ว และสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยทุกราย มีพืชผักไว้บริโภคในครัวเรือน เพื่อเป็นการลดรายจ่ายของครอบครัว จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดปี 2554” ในพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมจังหวัดนครสวรรค์ขึ้น ณ บริษัท เจ้าพระยาท่าเรือกำนันทรง จำกัด (ท่าข้าวกำนันทรง) อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่การเกษตรให้สามารถกลับมาผลิตสินค้าเกษตรเข้าสู่ระบบตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    ภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ อาทิ การทำฮอร์โมนใช้ในนาข้าว/การบำรุงรักษาและซ่อมแซมเครื่องยนต์การเกษตรหลังน้ำลด การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า การปลูกเห็ดนางฟ้าในโอ่ง การให้บริการเกษตรกรด้านต่างๆ เช่น แจกพันธุ์พืชผัก อาทิ กะเพรา โหระพา มะเขือ มะละกอ/พร้อมทั้งมอบพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกร/ และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ทางการเกษตร ซ่อมแซม-เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจักรกลการเกษตรฟรี ตัดผม-เสริมสวยฟรี ซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี, รักษาโรคสัตว์ ทำหมันสัตว์ฟรี, ตรวจวิเคราะห์ดิน, แจกน้ำหมักชีวภาพและวัสดุปรับปรุงบำรุงดินฟรี, ตรวจสุขภาพเบื้องต้น, ตรวจสารเคมีตกค้างในร่างกายฟรี
  • ความลับในความรัก...ไขความลับด้วยความรัก

    "ความลับในความรัก...ไขความลับด้วยความรัก"
    ในโครงการพัฒนาคุณภาพการสื่อสารจากผู้ปกครองสู่บุตรหลานวัยรุ่น
    วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552
    ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร วชิรุณหิศ โรงเรียนหอวัง กทม.

    แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเพื่อสุขภาวะสังคมไทย ภายใต้การสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมสุขภาพจิต ขอเชิญท่านสื่อมวลชนหรือตัวแทนเข้าร่วมงาน "ความลับในความรัก...ไขความลับด้วยความรัก" เพื่อไขปริศนา 5 ข้อ ความเชื่อที่เป็นอุปสรรคในใจของพ่อแม่กับทัศนคติเรื่องเพศที่จะสื่อสารกับลูกในช่วงเทศกกาลวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นความลับระหว่างพ่อแม่และลูกวัยรุ่น ในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้เยาวชนในการแสดงความรัก เนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ ในวันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารวชิรุณหิศ โรงเรียนหอวัง ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร
    โดยมีกำหนดการดังนี้
    11.00 น. สื่อมวลชนลงทะเบียน /รับประทานอาหารว่าง
    11.30.น. แถลงข่าว โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสุขภาพจิต
    • นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ
    กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และ ผู้จัดการแผนงาน
    สร้างเสริมสุขภาพจิตเพื่อสุขภาวะสังคมไทย
    • แพทย์หญิงวรลักษณา ธีราโมกข์ ผู้อำนวยการฝ่ายคลินิก
    โรงพยาบาลมนารมย์
    11.45น. เปิดงานไขกุญแจปริศนาความลับระหว่างพ่อแม่และลูก
    11.50.น สื่อมวลชนซักถาม / ช่างภาพบันทึกภาพนิ่ง
    12.00 น. จบการแถลงข่าวพร้อมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือยืนยันเข้าร่วมงานได้ที่ คุณ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน (นิ่ม)
    โทร 081-925-3398
  • หลากหลายความหวังของผู้ป่วยแอลเอสดี


    มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ในฐานะผู้ขับเคลื่อนการเข้าถึงสิทธิ์ต่างๆในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยประเภทโรคหายาก โรคพันธุกรรมเมตาบอลิกแอลเอสดี เป็นโรคที่จัดอยู่ในประเภทโรคหายาก( Rare Disease)ในประเทศไทยมีผู้ป่วยไม่เกิน 1,000 คน หรือ 1 ต่อ100,000 ได้แก่ โรคโกเชร์ (Gaucher) ชนิด 1,2,3 , โรคปอมเป (Pompe) , โรคแฟเบร (Fabry), โรคเอมพีเอส (MPS) แบ่งย่อย7ชนิด , โรคนีมานน์ พิค (Niemann pick) ผู้ป่วยที่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์การดูแลรักษาได้ แต่ผู้ป่วยที่อยู่ในส่วนภูมิภาคที่มีฐานะยากจน จะขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา ด้วยเหตุนี้จึงมีการจัดสัมมนาประจำปี “ผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ครั้งที่ 5 ” โดย “มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี”
    คุณบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี เปิดเผยว่า จากความพยายามของมูลนิธิฯและกลุ่มแพทย์พันธุศาสตร์ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง ในการผลักดันการเข้าถึงสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล ทำให้คณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติได้ประกาศให้ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรค Gaucher ชนิดที่ 1 ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ชนิด จ.2 (เมื่อเดือน มีนาคม 2556) ส่งผลให้ผู้ป่วยโรค Gaucher ชนิดที่ 1 ได้รับการรักษาแล้ว
    สำหรับผู้ป่วยโรคอื่นกลุ่มโรคหายาก ที่ยังไม่ได้เข้าถึงสิทธิ์ในการรักษา ทางมูลนิธิฯและกลุ่มแพทย์พันธุศาสตร์ได้ขอความอนุเคราะห์จากภาคเอกชน ในการบริจาคยารักษาให้กับผู้ป่วยหลายราย เช่น โรคโกเชร์ (Gaucher) ชนิดที่ 3 , โรค (Pompe) ปอมเป , โรคเอมพีเอส( MPS) ชนิดที่ 1 , โรคแฟเบร Fabry
    นอกจากยาซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาแล้ว อุปกรณ์ช่วยในการใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นสิ่งจำเป็นของผู้ป่วย อาทิ หูฟังที่ช่วยขยายเสียงของผู้ป่วยโรคเอมพีเอส( MPS) , เครื่องดูดเสมหะ , เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า (CPAP) ,เครื่องผลิตออกซิเจน , เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา จะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ไปเรียนได้ตามปกติ ผลการเรียนอยู่ในระดับดี บางท่านที่ทำงานอยู่ก็สามารถทำงานได้โดยไม่มีอาการของโรคมารบกวน
    อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามูลลินิธิฯได้จัดโครงการประชุมในภูมิภาคทั้ง 3 ภูมิภาค ได้แก่ภาคเหนือที่เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ขอนแก่น และภาคใต้ที่หาดใหญ่ สงขลา ได้เชิญแพทย์พันธุศาสตร์จากส่วนกลาง(กรุงเทพมหานคร) ไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคแอลเอสดี และให้ข้อมูลเอกสารโรคต่างๆ แจ้งการเข้าถึงข้อมูลโดยผ่านเว็บ


    ไซท์ของมูลนิธิฯแล้ว การรับรู้ข้อมูลของโรคของครอบครัวผู้ป่วยในภูมิภาคดีขึ้นมาก แต่ในบางครอบครัวที่ยากจนมากไม่มีการเข้าถึงระบบอินเตอร์เนต ยังคงรับรู้ข้อมูลผ่านทางแพทย์ที่ทำการรักษา และการมาร่วมงานชุมนุมผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดีประจำปี หลังจากที่ยารักษาโรคเชร์ (Gaucher) ชนิดที่1 ได้บรรจุเข้าระบบบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว ส่งผลให้แพทย์ที่ทำการรักษาในภูมิภาค มีความตื่นตัวต่อกลุ่มโรคแอลเอสดีมากขึ้น
    มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดีและกลุ่มแพทย์พันธุศาสตร์ได้เร่งผลักดัน เพื่อให้ยารักษาโรคปอมเป (Pompe) และ โรคเอมพีเอส (MPS) บรรจุเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเฝ้าติดตามผล พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลกลุ่มโรคแอลเอสดี ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนการเสนอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บรรจุการปลูกถ่ายไขกระดูกของโรคโกเชร์ (Gaucher) ชนิดที่1 กับ ชนิดที่3 และ โรคเอมพีเอส( MPS) ที่ได้รับไขกระดูกจากผู้บริจาค ไขกระดูกของกลุ่มโรคแอลเอสดี เข้าในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ได้ร่วมกับกลุ่มโรคหายากอื่นๆจัดตั้งชมรมโรคหายากแห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อร่วมกันผลักดันกฎหมายโรคหายาก ทิศทางของมูลนิธิฯยังคงเป็นการผลักดันการรักษาผู้ป่วยเข้าสู่ระบบสาธารณสุข ทั้งทางตรงคือการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และทางอ้อมคือการจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความลำบากอันเกิดจากการไม่ได้รับการรักษาจนพัฒนาการของโรคมากขึ้น โดยดำเนินการร่วมกับกลุ่มพันธมิตร
    สำหรับการจัด สัมมนาประจำปีผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ครั้งที่ 5 ประจำปี 2558 ในปีนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและครอบครัว ได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทาง พร้อมบอกเล่าเรื่องราวและปัญหาที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องเผชิญ ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นการแสวงหาความร่วมมือและกำหนดทิศทาง ในการผลักดันยารักษาโรคของกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก โดยนำเสนอบทบาทของแพทย์ที่นอกจากการทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยแล้ว ยังแสวงหายาที่ยังไม่เข้าระบบมารักษาผู้ป่วยด้วย และนำเสนอตัวอย่างของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา (ทั้งจากยาที่อยู่ในระบบสาธารณสุขและยาที่แพทย์ขอรับบริจาคมา ) และผู้ป่วยที่ปลุกถ่ายไขกระดูกสำเร็จจนหายขาดจากอาการของโรค ว่าบุคคลเหล่านี้หลังจากที่ได้รับการรักษาแล้ว เขาสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เรียนหนังสือได้ระดับดี และจะเป็นกำลังสำคัญขาติต่อไป อีกทั้งเป็นกำลังใจ และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนภาครัฐให้ตระหนักถึงการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อไป สอบถามโทร. 02-448-4231 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lsdthailand.org
    ..............................................................................
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • หลากหลายความหวังของผู้ป่วยแอลเอสดี

    หลากหลายความหวังของผู้ป่วยแอลเอสดี
    มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ในฐานะผู้ขับเคลื่อนการเข้าถึงสิทธิ์ต่างๆในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยประเภทโรคหายาก โรคพันธุกรรมเมตาบอลิกแอลเอสดี เป็นโรคที่จัดอยู่ในประเภทโรคหายาก( Rare Disease)ในประเทศไทยมีผู้ป่วยไม่เกิน 1,000 คน หรือ 1 ต่อ100,000 ได้แก่ โรคโกเชร์ (Gaucher) ชนิด 1,2,3 , โรคปอมเป (Pompe) , โรคแฟเบร (Fabry), โรคเอมพีเอส (MPS) แบ่งย่อย7ชนิด , โรคนีมานน์ พิค (Niemann pick) ผู้ป่วยที่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์การดูแลรักษาได้ แต่ผู้ป่วยที่อยู่ในส่วนภูมิภาคที่มีฐานะยากจน จะขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา ด้วยเหตุนี้จึงมีการจัดสัมมนาประจำปี “ผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ครั้งที่ 5 ” โดย “มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี”
    คุณบุญ พุฒิพงศ์ธนโชติ ประธานมูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี เปิดเผยว่า จากความพยายามของมูลนิธิฯและกลุ่มแพทย์พันธุศาสตร์ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง ในการผลักดันการเข้าถึงสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล ทำให้คณะกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติได้ประกาศให้ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรค Gaucher ชนิดที่ 1 ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ชนิด จ.2 (เมื่อเดือน มีนาคม 2556) ส่งผลให้ผู้ป่วยโรค Gaucher ชนิดที่ 1 ได้รับการรักษาแล้ว
    สำหรับผู้ป่วยโรคอื่นกลุ่มโรคหายาก ที่ยังไม่ได้เข้าถึงสิทธิ์ในการรักษา ทางมูลนิธิฯและกลุ่มแพทย์พันธุศาสตร์ได้ขอความอนุเคราะห์จากภาคเอกชน ในการบริจาคยารักษาให้กับผู้ป่วยหลายราย เช่น โรคโกเชร์ (Gaucher) ชนิดที่ 3 , โรค (Pompe) ปอมเป , โรคเอมพีเอส( MPS) ชนิดที่ 1 , โรคแฟเบร Fabry
    นอกจากยาซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาแล้ว อุปกรณ์ช่วยในการใช้ชีวิตประจำวันก็เป็นสิ่งจำเป็นของผู้ป่วย อาทิ หูฟังที่ช่วยขยายเสียงของผู้ป่วยโรคเอมพีเอส( MPS) , เครื่องดูดเสมหะ , เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า (CPAP) ,เครื่องผลิตออกซิเจน , เครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา จะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ไปเรียนได้ตามปกติ ผลการเรียนอยู่ในระดับดี บางท่านที่ทำงานอยู่ก็สามารถทำงานได้โดยไม่มีอาการของโรคมารบกวน
    อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามูลลินิธิฯได้จัดโครงการประชุมในภูมิภาคทั้ง 3 ภูมิภาค ได้แก่ภาคเหนือที่เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ขอนแก่น และภาคใต้ที่หาดใหญ่ สงขลา ได้เชิญแพทย์พันธุศาสตร์จากส่วนกลาง(กรุงเทพมหานคร) ไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคแอลเอสดี และให้ข้อมูลเอกสารโรคต่างๆ แจ้งการเข้าถึงข้อมูลโดยผ่านเว็บ


    ไซท์ของมูลนิธิฯแล้ว การรับรู้ข้อมูลของโรคของครอบครัวผู้ป่วยในภูมิภาคดีขึ้นมาก แต่ในบางครอบครัวที่ยากจนมากไม่มีการเข้าถึงระบบอินเตอร์เนต ยังคงรับรู้ข้อมูลผ่านทางแพทย์ที่ทำการรักษา และการมาร่วมงานชุมนุมผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดีประจำปี หลังจากที่ยารักษาโรคเชร์ (Gaucher) ชนิดที่1 ได้บรรจุเข้าระบบบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว ส่งผลให้แพทย์ที่ทำการรักษาในภูมิภาค มีความตื่นตัวต่อกลุ่มโรคแอลเอสดีมากขึ้น
    มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดีและกลุ่มแพทย์พันธุศาสตร์ได้เร่งผลักดัน เพื่อให้ยารักษาโรคปอมเป (Pompe) และ โรคเอมพีเอส (MPS) บรรจุเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเฝ้าติดตามผล พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลกลุ่มโรคแอลเอสดี ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนการเสนอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บรรจุการปลูกถ่ายไขกระดูกของโรคโกเชร์ (Gaucher) ชนิดที่1 กับ ชนิดที่3 และ โรคเอมพีเอส( MPS) ที่ได้รับไขกระดูกจากผู้บริจาค ไขกระดูกของกลุ่มโรคแอลเอสดี เข้าในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    มูลนิธิโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ได้ร่วมกับกลุ่มโรคหายากอื่นๆจัดตั้งชมรมโรคหายากแห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อร่วมกันผลักดันกฎหมายโรคหายาก ทิศทางของมูลนิธิฯยังคงเป็นการผลักดันการรักษาผู้ป่วยเข้าสู่ระบบสาธารณสุข ทั้งทางตรงคือการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และทางอ้อมคือการจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความลำบากอันเกิดจากการไม่ได้รับการรักษาจนพัฒนาการของโรคมากขึ้น โดยดำเนินการร่วมกับกลุ่มพันธมิตร
    สำหรับการจัด สัมมนาประจำปีผู้ป่วยโรคพันธุกรรมแอลเอสดี ครั้งที่ 5 ประจำปี 2558 ในปีนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและครอบครัว ได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทาง พร้อมบอกเล่าเรื่องราวและปัญหาที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องเผชิญ ทั้งนี้เพื่อมุ่งเน้นการแสวงหาความร่วมมือและกำหนดทิศทาง ในการผลักดันยารักษาโรคของกลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก โดยนำเสนอบทบาทของแพทย์ที่นอกจากการทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยแล้ว ยังแสวงหายาที่ยังไม่เข้าระบบมารักษาผู้ป่วยด้วย และนำเสนอตัวอย่างของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา (ทั้งจากยาที่อยู่ในระบบสาธารณสุขและยาที่แพทย์ขอรับบริจาคมา ) และผู้ป่วยที่ปลุกถ่ายไขกระดูกสำเร็จจนหายขาดจากอาการของโรค ว่าบุคคลเหล่านี้หลังจากที่ได้รับการรักษาแล้ว เขาสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เรียนหนังสือได้ระดับดี และจะเป็นกำลังสำคัญขาติต่อไป อีกทั้งเป็นกำลังใจ และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนภาครัฐให้ตระหนักถึงการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อไป สอบถามโทร. 02-448-4231 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lsdthailand.org
    ..............................................................................
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
  • วันโรคหายาก

    ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าหน่วยเวชพันธุศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกันจัดงานวัน โรคหายาก ประเทศไทย ครั้งที่ 6 (6th Rare Disease Day Thailand, 2016) ซึ่งกำหนดให้วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น วันโรคหายาก เพื่อให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป ให้ผู้ป่วยโรคหายากเข้าถึงการรักษา เสนอแนะแนวทางให้กับภาครัฐเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนการรักษา อาทิ การวินิจฉัยโรคและระบบส่งต่อ การสำรองยาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ และจัดให้มีการตรวจกรองโรคทารกแรกเกิด เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำในครอบครัวอีก และเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยป่วยโรคหายาก
    โรคหายาก เป็นกลุ่มโรคที่พบน้อยราว1ใน2000คนของประชากร หายารักษายากและโรคมีความรุ่นแรง ปัจจุบันมีโรคหายากมากถึง6000-8000ชนิด ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหายากรวมแล้วหลายหมื่นคน ซึ่งมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม และในครอบครัวเป็นได้มากกว่า1 คน
    ตัวอย่างโรคหายาก อาทิ โรคแอลเอสดี แรกเกิดปกติ ต่อมา หน้าตาเปลี่ยน ตับม้าม หัวใจโต ซีด ปวดกระดูก รูปร่างผิดปกติ โรคมีกรดในเลือด อาการจะซึม กินไม่ได้น้ำตาลในเลือดต่ำ หากรักษาไม่ทันจะเสียชีวิตสมองพิการถาวร โรคพราเดอร์-วิลลี่ ในวัยทารกจะหลับมาก ไม่ค่อยกิน ต่อมาอายุ 6-9 เดือนจะตื่นมากกว่าหลับ กินมาก ไม่รู้จักอิ่ม ร่างกายอ้วนมาก พัฒนาการช้า โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน เด็กชายอายุ 3-5 เริ่มเดินขาปัดล้มง่าย ลุกจากพื้นลำบาก น่องโต อาการรุนแรงมากถึงขั้นเดินไม่ได้ โรคมาแฟน รูปร่างสูงผอม นิ้วยาว ข้อกระดูกบิดง่าย โรคโครโมโซมผิดปกติ มีความพิการแต่กำเนิดหลายอย่าง หน้าตาดูแปลก หัวใจพิการ ลำไส้อุดตัน ไตผิดปกติ พัฒนาการทางสมองล่าช้า โรคสมองน้อยเสื่อมจากพันธุกรรม (โรคเดินเซ) อาการเริ่มในวัยผู้ใหญ่ เดินเซ กล้ามเนื้อนิ้วและมือไม่สัมพันธ์กัน
    สำหรับการจัดงานวัน โรคหายาก ประเทศไทย ครั้งที่ 6 ปีนี้มี theme เป็น “Patient Voice” ซึ่งสากลสำหรับทุกประเทศที่จัดงานวันโรคหายาก คือ เน้นเสียงของกลุ่มผู้ป่วย ดังนั้นกิจกรรมปีนี้ จะมีการเสวนาจากกลุ่มผู้ป่วยที่ยังเข้าไม่ถึงการรักษา ได้มากบอกเล่าว่าเขาเจออุปสรรคใดบ้าง กว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง หรือทำไมยังไม่ได้รับการรักษา และต้องการให้ช่วยเหลืออย่างไรบ้าง และยังมีกลุ่มผู้ป่วยอีกกลุ่มที่ได้รับการรักษาแล้ว จะเล่าให้ฟังว่าการได้รับการรักษานั้นเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนครอบครัวเขาได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังเชิญภาครัฐมาร่วมเสวนาเพื่อจะมีแนวนโยบายช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างไรต่อไปบ้าง
    นอกจากนี้แล้วจะมีเด็กที่เป็นโรคหากยาก มาเล่านิทานให้ฟัง มาแสดงผลงานวาดรูปที่สวยงามมากเป็นชุด และภาพวาดแสดงชีวิตของเขาในแต่วันขณะรับการรักษาในโรงพยาบาล แม้น้องๆจะเป็นโรค แต่เขาก็มีส่วนสร้างสรรสิ่งดีๆ แก่สังคมได้เช่นกัน เป็นกำลังใจอย่างดีแก่ผู้ป่วยและครอบครัวโรคหายาก


    ปัจจุบันผู้ป่วยโรคหายากมีเป็นจำนวนมากถึง 5% ของประชากรป่วยด้วยโรคหายากโรคใดโรคหนึ่ง โรคหายากจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ปัจจุบันมีวิธีวินิจฉัยและวิธีรักษาโรคหายากได้ผลดีเพิ่มขึ้นกว่าอดีต ดังนั้น จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและแพทย์ทั่วไปรู้จัก เพื่อจะได้เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคโดยเร็ว เพื่อให้ผลจากการรักษาไปในทิศทางที่ดี นอกจากนี้ควรได้รับคำแนะนำและป้องกันเกิดซ้ำอีกในครอบครัว
    วิธีป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหายาก บางโรคตรวจกรองในทารกแรกเกิดได้ก่อนแสดงอาการรุนแรง กรณีเป็นโรคที่แปลกๆ หรือยังหาไม่เจอว่าเป็นโรคอะไร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการวินิฉัยโดยเร็วจะได้ป้องกันไม่เป็นโรคซ้ำอีกในบุตรหลานคนต่อไป
    กรณีเสียงสะท้อนจากทั้งสองกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจาก และยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐว่า กลุ่มที่ยังไม่ได้รับการรักษา เพราะไม่มีเงินค่ายา ยายังไม่อยู่ในบัญชียากหลักแห่งชาติ หรือ สิทธิบัตรทองยังไม่ครอบคลุมถึงการรักษาค่ายาเหล่านั้น มีผลต่อความเครียด ทำให้ทุกข์กันทั้งครอบครัว และกระทบเรื่องเงินทองของทั้งครอบครัว
    กลุ่มที่ได้รับการรักษาแล้ว หลายคนจะบอกว่า เหมือนได้เกิดใหม่ ลูกไม่ทรมาณอีกแล้วเพราะหมอควบคุมอาการของโรคได้ หรือบางรายก็รักษาหายขาดแล้ว
    กลุ่มที่ไม่มีวิธีรักษา แค่ได้รู้ว่าเป็นโรคอะไรก็ยังได้ประโยชน์มาก การได้รู้ว่าตนเป็นโรคอะไรก็ยังโล่งอกที่ได้รู้ เพื่อหาวิธีรักษา รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ ตนเองไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป หรือเพื่อติดตามว่าอาจจะมีวิธีรักษาได้อย่างไรต่อไป หรือได้พูดคุยกับกลุ่มที่เป็นโรคเดียวกัน ได้กำลังใจจากกันและกัน ช่วยเหลือแนะนำกันได้เพราะประสบปัญหาใกล้เคียงกัน
  • วันโรคหายาก

    ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าหน่วยเวชพันธุศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกันจัดงานวัน โรคหายาก ประเทศไทย ครั้งที่ 6 (6th Rare Disease Day Thailand, 2016) ซึ่งกำหนดให้วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น วันโรคหายาก เพื่อให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป ให้ผู้ป่วยโรคหายากเข้าถึงการรักษา เสนอแนะแนวทางให้กับภาครัฐเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนการรักษา อาทิ การวินิจฉัยโรคและระบบส่งต่อ การสำรองยาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ และจัดให้มีการตรวจกรองโรคทารกแรกเกิด เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำในครอบครัวอีก และเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยป่วยโรคหายาก
    โรคหายาก เป็นกลุ่มโรคที่พบน้อยราว1ใน2000คนของประชากร หายารักษายากและโรคมีความรุ่นแรง ปัจจุบันมีโรคหายากมากถึง6000-8000ชนิด ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหายากรวมแล้วหลายหมื่นคน ซึ่งมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม และในครอบครัวเป็นได้มากกว่า1 คน
    ตัวอย่างโรคหายาก อาทิ โรคแอลเอสดี แรกเกิดปกติ ต่อมา หน้าตาเปลี่ยน ตับม้าม หัวใจโต ซีด ปวดกระดูก รูปร่างผิดปกติ โรคมีกรดในเลือด อาการจะซึม กินไม่ได้น้ำตาลในเลือดต่ำ หากรักษาไม่ทันจะเสียชีวิตสมองพิการถาวร โรคพราเดอร์-วิลลี่ ในวัยทารกจะหลับมาก ไม่ค่อยกิน ต่อมาอายุ 6-9 เดือนจะตื่นมากกว่าหลับ กินมาก ไม่รู้จักอิ่ม ร่างกายอ้วนมาก พัฒนาการช้า โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน เด็กชายอายุ 3-5 เริ่มเดินขาปัดล้มง่าย ลุกจากพื้นลำบาก น่องโต อาการรุนแรงมากถึงขั้นเดินไม่ได้ โรคมาแฟน รูปร่างสูงผอม นิ้วยาว ข้อกระดูกบิดง่าย โรคโครโมโซมผิดปกติ มีความพิการแต่กำเนิดหลายอย่าง หน้าตาดูแปลก หัวใจพิการ ลำไส้อุดตัน ไตผิดปกติ พัฒนาการทางสมองล่าช้า โรคสมองน้อยเสื่อมจากพันธุกรรม (โรคเดินเซ) อาการเริ่มในวัยผู้ใหญ่ เดินเซ กล้ามเนื้อนิ้วและมือไม่สัมพันธ์กัน
    สำหรับการจัดงานวัน โรคหายาก ประเทศไทย ครั้งที่ 6 ปีนี้มี theme เป็น “Patient Voice” ซึ่งสากลสำหรับทุกประเทศที่จัดงานวันโรคหายาก คือ เน้นเสียงของกลุ่มผู้ป่วย ดังนั้นกิจกรรมปีนี้ จะมีการเสวนาจากกลุ่มผู้ป่วยที่ยังเข้าไม่ถึงการรักษา ได้มากบอกเล่าว่าเขาเจออุปสรรคใดบ้าง กว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง หรือทำไมยังไม่ได้รับการรักษา และต้องการให้ช่วยเหลืออย่างไรบ้าง และยังมีกลุ่มผู้ป่วยอีกกลุ่มที่ได้รับการรักษาแล้ว จะเล่าให้ฟังว่าการได้รับการรักษานั้นเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนครอบครัวเขาได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังเชิญภาครัฐมาร่วมเสวนาเพื่อจะมีแนวนโยบายช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างไรต่อไปบ้าง
    นอกจากนี้แล้วจะมีเด็กที่เป็นโรคหากยาก มาเล่านิทานให้ฟัง มาแสดงผลงานวาดรูปที่สวยงามมากเป็นชุด และภาพวาดแสดงชีวิตของเขาในแต่วันขณะรับการรักษาในโรงพยาบาล แม้น้องๆจะเป็นโรค แต่เขาก็มีส่วนสร้างสรรสิ่งดีๆ แก่สังคมได้เช่นกัน เป็นกำลังใจอย่างดีแก่ผู้ป่วยและครอบครัวโรคหายาก


    ปัจจุบันผู้ป่วยโรคหายากมีเป็นจำนวนมากถึง 5% ของประชากรป่วยด้วยโรคหายากโรคใดโรคหนึ่ง โรคหายากจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ปัจจุบันมีวิธีวินิจฉัยและวิธีรักษาโรคหายากได้ผลดีเพิ่มขึ้นกว่าอดีต ดังนั้น จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและแพทย์ทั่วไปรู้จัก เพื่อจะได้เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคโดยเร็ว เพื่อให้ผลจากการรักษาไปในทิศทางที่ดี นอกจากนี้ควรได้รับคำแนะนำและป้องกันเกิดซ้ำอีกในครอบครัว
    วิธีป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหายาก บางโรคตรวจกรองในทารกแรกเกิดได้ก่อนแสดงอาการรุนแรง กรณีเป็นโรคที่แปลกๆ หรือยังหาไม่เจอว่าเป็นโรคอะไร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการวินิฉัยโดยเร็วจะได้ป้องกันไม่เป็นโรคซ้ำอีกในบุตรหลานคนต่อไป
    กรณีเสียงสะท้อนจากทั้งสองกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจาก และยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐว่า กลุ่มที่ยังไม่ได้รับการรักษา เพราะไม่มีเงินค่ายา ยายังไม่อยู่ในบัญชียากหลักแห่งชาติ หรือ สิทธิบัตรทองยังไม่ครอบคลุมถึงการรักษาค่ายาเหล่านั้น มีผลต่อความเครียด ทำให้ทุกข์กันทั้งครอบครัว และกระทบเรื่องเงินทองของทั้งครอบครัว
    กลุ่มที่ได้รับการรักษาแล้ว หลายคนจะบอกว่า เหมือนได้เกิดใหม่ ลูกไม่ทรมาณอีกแล้วเพราะหมอควบคุมอาการของโรคได้ หรือบางรายก็รักษาหายขาดแล้ว
    กลุ่มที่ไม่มีวิธีรักษา แค่ได้รู้ว่าเป็นโรคอะไรก็ยังได้ประโยชน์มาก การได้รู้ว่าตนเป็นโรคอะไรก็ยังโล่งอกที่ได้รู้ เพื่อหาวิธีรักษา รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ ตนเองไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป หรือเพื่อติดตามว่าอาจจะมีวิธีรักษาได้อย่างไรต่อไป หรือได้พูดคุยกับกลุ่มที่เป็นโรคเดียวกัน ได้กำลังใจจากกันและกัน ช่วยเหลือแนะนำกันได้เพราะประสบปัญหาใกล้เคียงกัน
  • วันโรคหายาก

    ศ.พญ.ดวงฤดี วัฒนศิริชัยกุล หัวหน้าหน่วยเวชพันธุศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกันจัดงานวัน โรคหายาก ประเทศไทย ครั้งที่ 6 (6th Rare Disease Day Thailand, 2016) ซึ่งกำหนดให้วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น วันโรคหายาก เพื่อให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป ให้ผู้ป่วยโรคหายากเข้าถึงการรักษา เสนอแนะแนวทางให้กับภาครัฐเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนการรักษา อาทิ การวินิจฉัยโรคและระบบส่งต่อ การสำรองยาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ และจัดให้มีการตรวจกรองโรคทารกแรกเกิด เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำในครอบครัวอีก และเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยป่วยโรคหายาก
    โรคหายาก เป็นกลุ่มโรคที่พบน้อยราว1ใน2000คนของประชากร หายารักษายากและโรคมีความรุ่นแรง ปัจจุบันมีโรคหายากมากถึง6000-8000ชนิด ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหายากรวมแล้วหลายหมื่นคน ซึ่งมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม และในครอบครัวเป็นได้มากกว่า1 คน
    ตัวอย่างโรคหายาก อาทิ โรคแอลเอสดี แรกเกิดปกติ ต่อมา หน้าตาเปลี่ยน ตับม้าม หัวใจโต ซีด ปวดกระดูก รูปร่างผิดปกติ โรคมีกรดในเลือด อาการจะซึม กินไม่ได้น้ำตาลในเลือดต่ำ หากรักษาไม่ทันจะเสียชีวิตสมองพิการถาวร โรคพราเดอร์-วิลลี่ ในวัยทารกจะหลับมาก ไม่ค่อยกิน ต่อมาอายุ 6-9 เดือนจะตื่นมากกว่าหลับ กินมาก ไม่รู้จักอิ่ม ร่างกายอ้วนมาก พัฒนาการช้า โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน เด็กชายอายุ 3-5 เริ่มเดินขาปัดล้มง่าย ลุกจากพื้นลำบาก น่องโต อาการรุนแรงมากถึงขั้นเดินไม่ได้ โรคมาแฟน รูปร่างสูงผอม นิ้วยาว ข้อกระดูกบิดง่าย โรคโครโมโซมผิดปกติ มีความพิการแต่กำเนิดหลายอย่าง หน้าตาดูแปลก หัวใจพิการ ลำไส้อุดตัน ไตผิดปกติ พัฒนาการทางสมองล่าช้า โรคสมองน้อยเสื่อมจากพันธุกรรม (โรคเดินเซ) อาการเริ่มในวัยผู้ใหญ่ เดินเซ กล้ามเนื้อนิ้วและมือไม่สัมพันธ์กัน
    สำหรับการจัดงานวัน โรคหายาก ประเทศไทย ครั้งที่ 6 ปีนี้มี theme เป็น “Patient Voice” ซึ่งสากลสำหรับทุกประเทศที่จัดงานวันโรคหายาก คือ เน้นเสียงของกลุ่มผู้ป่วย ดังนั้นกิจกรรมปีนี้ จะมีการเสวนาจากกลุ่มผู้ป่วยที่ยังเข้าไม่ถึงการรักษา ได้มากบอกเล่าว่าเขาเจออุปสรรคใดบ้าง กว่าจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง หรือทำไมยังไม่ได้รับการรักษา และต้องการให้ช่วยเหลืออย่างไรบ้าง และยังมีกลุ่มผู้ป่วยอีกกลุ่มที่ได้รับการรักษาแล้ว จะเล่าให้ฟังว่าการได้รับการรักษานั้นเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนครอบครัวเขาได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังเชิญภาครัฐมาร่วมเสวนาเพื่อจะมีแนวนโยบายช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างไรต่อไปบ้าง
    นอกจากนี้แล้วจะมีเด็กที่เป็นโรคหากยาก มาเล่านิทานให้ฟัง มาแสดงผลงานวาดรูปที่สวยงามมากเป็นชุด และภาพวาดแสดงชีวิตของเขาในแต่วันขณะรับการรักษาในโรงพยาบาล แม้น้องๆจะเป็นโรค แต่เขาก็มีส่วนสร้างสรรสิ่งดีๆ แก่สังคมได้เช่นกัน เป็นกำลังใจอย่างดีแก่ผู้ป่วยและครอบครัวโรคหายาก


    ปัจจุบันผู้ป่วยโรคหายากมีเป็นจำนวนมากถึง 5% ของประชากรป่วยด้วยโรคหายากโรคใดโรคหนึ่ง โรคหายากจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ปัจจุบันมีวิธีวินิจฉัยและวิธีรักษาโรคหายากได้ผลดีเพิ่มขึ้นกว่าอดีต ดังนั้น จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและแพทย์ทั่วไปรู้จัก เพื่อจะได้เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคโดยเร็ว เพื่อให้ผลจากการรักษาไปในทิศทางที่ดี นอกจากนี้ควรได้รับคำแนะนำและป้องกันเกิดซ้ำอีกในครอบครัว
    วิธีป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหายาก บางโรคตรวจกรองในทารกแรกเกิดได้ก่อนแสดงอาการรุนแรง กรณีเป็นโรคที่แปลกๆ หรือยังหาไม่เจอว่าเป็นโรคอะไร ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการวินิฉัยโดยเร็วจะได้ป้องกันไม่เป็นโรคซ้ำอีกในบุตรหลานคนต่อไป
    กรณีเสียงสะท้อนจากทั้งสองกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจาก และยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐว่า กลุ่มที่ยังไม่ได้รับการรักษา เพราะไม่มีเงินค่ายา ยายังไม่อยู่ในบัญชียากหลักแห่งชาติ หรือ สิทธิบัตรทองยังไม่ครอบคลุมถึงการรักษาค่ายาเหล่านั้น มีผลต่อความเครียด ทำให้ทุกข์กันทั้งครอบครัว และกระทบเรื่องเงินทองของทั้งครอบครัว
    กลุ่มที่ได้รับการรักษาแล้ว หลายคนจะบอกว่า เหมือนได้เกิดใหม่ ลูกไม่ทรมาณอีกแล้วเพราะหมอควบคุมอาการของโรคได้ หรือบางรายก็รักษาหายขาดแล้ว
    กลุ่มที่ไม่มีวิธีรักษา แค่ได้รู้ว่าเป็นโรคอะไรก็ยังได้ประโยชน์มาก การได้รู้ว่าตนเป็นโรคอะไรก็ยังโล่งอกที่ได้รู้ เพื่อหาวิธีรักษา รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ ตนเองไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป หรือเพื่อติดตามว่าอาจจะมีวิธีรักษาได้อย่างไรต่อไป หรือได้พูดคุยกับกลุ่มที่เป็นโรคเดียวกัน ได้กำลังใจจากกันและกัน ช่วยเหลือแนะนำกันได้เพราะประสบปัญหาใกล้เคียงกัน
  • กพร.เปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการ กู้ยืมเงินเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่เกิน1ล้าน ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์

    นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) มีพันธกิจหลักในการส่งเสริม การมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังแรงงานของประเทศ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยให้เงินกู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบกิจการได้พัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะฝีมือสูงขึ้น โดยดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงานเองหรือส่งไปพัฒนาฝีมือแรงงานกับหน่วยงานภายนอก
    กพร. จึงเปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ครั้งละไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยผู้ที่ทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ 13 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2560 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0 % ตลอดอายุสัญญา แต่หลังจากนี้อัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 3 ทั้งนี้ผู้กู้สามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 12 เดือน ผู้ที่สามารถกู้ยืมเงินกองทุน ได้แก่ 1. ผู้ดำเนินการฝึก 2. ผู้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน 3. ผู้ประกอบกิจการ
    ผู้กู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจะได้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย อาทิ 1. ลูกจ้างได้รับการพัฒนาทักษะ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนการผลิต 2. ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกอบรม สามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ร้อยละร้อย 3. ลูกจ้างที่ผ่านการฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถนำไปประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้
    ที่ผ่านมากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เริ่มดำเนินการให้เงินกู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบกิจการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 จนถึงวันนี้ มีผู้กู้ยืมเงินแล้ว จำนวน 108 ราย เป็นเงินจำนวน 33.64 ล้านบาท และให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุน จำนวน 146 ราย เป็นเงินจำนวน 841,969 บาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
    โดยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน มีเงินจำนวน 879 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2560 มีแผนการให้เงินกู้ยืม และการให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนแก่ผู้ประกอบกิจการเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้าง และขอเสริมในส่วนของพ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ว่านอกจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจะมีเงินให้กู้ยืมแล้ว ยังมีการให้เงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบกิจการเพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้าง เช่น ส่งเสริมให้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ส่งเสริมให้จ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ และส่งเสริมให้จัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานของตนเอง เป็นต้น
    โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนสถานประกอบกิจการทุกแห่งที่สนใจเป็นเครือข่ายด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานมากู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานกัน เพื่อประโยชน์กับสถานประกอบกิจการของท่านและประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป สำหรับสถานประกอบกิจการที่ประสงค์จะขอกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานสามารถยื่นคำขอกู้ยืมเงินได้ ณ หน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตั้งอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.dsd.go.th/sdpaa 0-2643-6039



    เงื่อนไขของสถานประกอบกิจการที่มีความประสงค์ขอกู้ยืม ได้แก่ ชื่อเจ้าของสถานประกอบกิจการ และชื่อสถานประกอบกิจการ , สถานประกอบกิจการทำธุรกิจประเภทใด ,สถานประกอบกิจการกู้เงินกองทุนไปเท่าไหร่ ,นำไปใช้ประโยชน์อย่างไร,ได้ผลสัมฤทธิ์อย่างไร ,อยากให้ฝากถึงสถานประกอบกิจการอื่นๆ ,ทราบข่าวเรื่องการกู้เงินของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจากที่ไหน ,ทำไมถึงมากู้เงินของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ,สถานประกอบกิจการเคยส่งบุคลากรมาฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหรือไม่อย่างไร
  • กพร.เปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการ กู้ยืมเงินเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่เกิน1ล้าน ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์


    นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) มีพันธกิจหลักในการส่งเสริม การมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังแรงงานของประเทศ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยให้เงินกู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบกิจการได้พัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะฝีมือสูงขึ้น โดยดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงานเองหรือส่งไปพัฒนาฝีมือแรงงานกับหน่วยงานภายนอก
    กพร. จึงเปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ครั้งละไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยผู้ที่ทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ 13 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2560 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0 % ตลอดอายุสัญญา แต่หลังจากนี้อัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 3 ทั้งนี้ผู้กู้สามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 12 เดือน ผู้ที่สามารถกู้ยืมเงินกองทุน ได้แก่ 1. ผู้ดำเนินการฝึก 2. ผู้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน 3. ผู้ประกอบกิจการ
    ผู้กู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจะได้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย อาทิ 1. ลูกจ้างได้รับการพัฒนาทักษะ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนการผลิต 2. ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกอบรม สามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ร้อยละร้อย 3. ลูกจ้างที่ผ่านการฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถนำไปประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้
    ที่ผ่านมากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เริ่มดำเนินการให้เงินกู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบกิจการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 จนถึงวันนี้ มีผู้กู้ยืมเงินแล้ว จำนวน 108 ราย เป็นเงินจำนวน 33.64 ล้านบาท และให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุน จำนวน 146 ราย เป็นเงินจำนวน 841,969 บาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
    โดยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน มีเงินจำนวน 879 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2560 มีแผนการให้เงินกู้ยืม และการให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนแก่ผู้ประกอบกิจการเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้าง และขอเสริมในส่วนของพ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ว่านอกจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจะมีเงินให้กู้ยืมแล้ว ยังมีการให้เงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบกิจการเพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้าง เช่น ส่งเสริมให้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ส่งเสริมให้จ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ และส่งเสริมให้จัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานของตนเอง เป็นต้น
    โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนสถานประกอบกิจการทุกแห่งที่สนใจเป็นเครือข่ายด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานมากู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานกัน เพื่อประโยชน์กับสถานประกอบกิจการของท่านและประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป สำหรับสถานประกอบกิจการที่ประสงค์จะขอกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานสามารถยื่นคำขอกู้ยืมเงินได้ ณ หน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตั้งอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.dsd.go.th/sdpaa 0-2643-6039



    เงื่อนไขของสถานประกอบกิจการที่มีความประสงค์ขอกู้ยืม ได้แก่ ชื่อเจ้าของสถานประกอบกิจการ และชื่อสถานประกอบกิจการ , สถานประกอบกิจการทำธุรกิจประเภทใด ,สถานประกอบกิจการกู้เงินกองทุนไปเท่าไหร่ ,นำไปใช้ประโยชน์อย่างไร,ได้ผลสัมฤทธิ์อย่างไร ,อยากให้ฝากถึงสถานประกอบกิจการอื่นๆ ,ทราบข่าวเรื่องการกู้เงินของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจากที่ไหน ,ทำไมถึงมากู้เงินของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ,สถานประกอบกิจการเคยส่งบุคลากรมาฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหรือไม่อย่างไร
  • กพร.เปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการ กู้ยืมเงินเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่เกิน1ล้าน ดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์

    นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) มีพันธกิจหลักในการส่งเสริม การมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังแรงงานของประเทศ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยให้เงินกู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบกิจการได้พัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะฝีมือสูงขึ้น โดยดำเนินการพัฒนาฝีมือแรงงานเองหรือส่งไปพัฒนาฝีมือแรงงานกับหน่วยงานภายนอก
    กพร. จึงเปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ครั้งละไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยผู้ที่ทำสัญญากู้ยืมเงินตั้งแต่ 13 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2560 จะได้รับอัตราดอกเบี้ย 0 % ตลอดอายุสัญญา แต่หลังจากนี้อัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 3 ทั้งนี้ผู้กู้สามารถผ่อนชำระได้ไม่เกิน 12 เดือน ผู้ที่สามารถกู้ยืมเงินกองทุน ได้แก่ 1. ผู้ดำเนินการฝึก 2. ผู้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน 3. ผู้ประกอบกิจการ
    ผู้กู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจะได้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย อาทิ 1. ลูกจ้างได้รับการพัฒนาทักษะ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนการผลิต 2. ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกอบรม สามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ร้อยละร้อย 3. ลูกจ้างที่ผ่านการฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถนำไปประเมินเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานได้
    ที่ผ่านมากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เริ่มดำเนินการให้เงินกู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบกิจการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 จนถึงวันนี้ มีผู้กู้ยืมเงินแล้ว จำนวน 108 ราย เป็นเงินจำนวน 33.64 ล้านบาท และให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุน จำนวน 146 ราย เป็นเงินจำนวน 841,969 บาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
    โดยกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน มีเงินจำนวน 879 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2560 มีแผนการให้เงินกู้ยืม และการให้เงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนแก่ผู้ประกอบกิจการเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้าง และขอเสริมในส่วนของพ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ว่านอกจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจะมีเงินให้กู้ยืมแล้ว ยังมีการให้เงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบกิจการเพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้าง เช่น ส่งเสริมให้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ส่งเสริมให้จ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ และส่งเสริมให้จัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานของตนเอง เป็นต้น
    โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนสถานประกอบกิจการทุกแห่งที่สนใจเป็นเครือข่ายด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานมากู้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานกัน เพื่อประโยชน์กับสถานประกอบกิจการของท่านและประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป สำหรับสถานประกอบกิจการที่ประสงค์จะขอกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานสามารถยื่นคำขอกู้ยืมเงินได้ ณ หน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตั้งอยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.dsd.go.th/sdpaa 0-2643-6039



    เงื่อนไขของสถานประกอบกิจการที่มีความประสงค์ขอกู้ยืม ได้แก่ ชื่อเจ้าของสถานประกอบกิจการ และชื่อสถานประกอบกิจการ , สถานประกอบกิจการทำธุรกิจประเภทใด ,สถานประกอบกิจการกู้เงินกองทุนไปเท่าไหร่ ,นำไปใช้ประโยชน์อย่างไร,ได้ผลสัมฤทธิ์อย่างไร ,อยากให้ฝากถึงสถานประกอบกิจการอื่นๆ ,ทราบข่าวเรื่องการกู้เงินของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจากที่ไหน ,ทำไมถึงมากู้เงินของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ,สถานประกอบกิจการเคยส่งบุคลากรมาฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหรือไม่อย่างไร
  • น้ำยาไล่ยุง บาริแคร์ นวัตกรรมใหม่ ไล่ยุงประสิทธิภาพสูง ฝีมือคนไทย

    บริษัท บาริแคร์ จำกัด นำนวัตกรรม PASAR เทคโนโลยีเก็บกักสารสกัดธรรมชาติ และสารระเหยไว้ในไมโครแคปซูล มาต่อยอดผลิตน้ำยาไล่ยุง “บาริแคร์” น้ำยาไล่ยุงสารสกัดธรรมชาติ 100 % ที่มีการออกฤทธิ์ได้เสถียรและมีประสิทธิภาพสูง
    นายชัยรัฐ หอณรงค์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาริแคร์ จำกัด กล่าวว่า ด้วยความตระหนักถึงการระบาดของโรคภัยต่างๆที่มากับยุง และความปลอดภัยต่อชีวิตของคนไทยทุกเพศทุกวัย จึงได้ร่วมกับ บริษัท แอดวาเทค จำกัด และ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำงานวิจัยค้นคว้านวัตกรรม Polymer Assisted Sustained And Release หรือ PASAR ขึ้น เพื่อใช้ในการสร้างแคปซูลที่มีอนุภาคระดับไมโคร ที่สามารถเก็บกักสารสกัดจากธรรมชาติ และสารระเหย เพื่อให้คงสภาพและระเหยช้า มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำยาไล่ยุง ภายใต้ชื่อสินค้า “บาริแคร์” ด้วยเทคโนโลยีของนวัตกรรมดังกล่าว ทำให้น้ำยาไล่ยุงแบบไมโครแคบซูลนี้ มีประสิทธิภาพสูง ทั้งยังออกฤทธิ์สม่ำเสมอและยาวนาน
    นอกจากใช้นวัตกรรมไมโครแคปซูลแล้ว น้ำยาไล่ยุงบาริแคร์ยังผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ผ่านการทดลองทางคลีนิค(Clinical Test) รับประกันความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อคน และในน้ำยาประกอบด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ 3 ชนิดได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส และ ลาเวนเดอร์ ซึ่งงานวิจัยทางการแพทย์พบว่าน้ำมันหอมระเหยดังกล่าว มีประสิทธิภาพในกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต สร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยกระตุ้นสารสื่อประสาทป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด จึงทำให้บริเวณที่ใช้ ผลิตภัณฑ์บาริแคร์ สะอาดและปลอดเชื้อโรค ป้องกัน สภาวะไมเกรน และการคัดจมูกจากไข้หวัด และช่วยในการบรรเทาโรค ที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย
    อีกทั้งเพื่อเพิ่มรัศมีการป้องกันยุงให้ได้วงกว้างมากขึ้น ทางเราจึงใช้น้ำยาไล่ยุงของเราร่วมกับเครื่องไล่ยุงระบบ ULTRASONIC โดยเพียงแค่หยดน้ำยาเพียงเล็กน้อยเข้าไปในเครื่องไล่ยุงร่วมกับน้ำเปล่า ตัวเครื่องจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ทั้งยังมี Anion หรือ ประจุลบช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ช่วยฟอกอากาศกำจัดเชื้อโรค และแบคทีเรียที่อยู่ในอากาศได้อีกด้วย
    เนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100 % ปราศจากสารพิษ ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงทำให้ ผลิตภัณฑ์ บาริแคร์ใช้ได้ทั้งภายในอาคารบ้านเรือน แม้ในห้องที่มีเด็กเล็ก คนป่วย หรือ คนชรา ภายนอกอาคาร อาทิ ที่โล่ง ในสวน ร้านอาหาร สนใจผลิตภัณฑ์และร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายได้ที่ บริษัท บาริแคร์ จำกัด
    --------------------------------------------



    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน
    บริษัท อวตาร เวิร์ล มีเดีย จำกัด โทรศัพท์ 094 539 2469
  • น้ำยาไล่ยุง บาริแคร์ นวัตกรรมใหม่ ไล่ยุงประสิทธิภาพสูง ฝีมือคนไทย

    บริษัท บาริแคร์ จำกัด นำนวัตกรรม PASAR เทคโนโลยีเก็บกักสารสกัดธรรมชาติ และสารระเหยไว้ในไมโครแคปซูล มาต่อยอดผลิตน้ำยาไล่ยุง “บาริแคร์” น้ำยาไล่ยุงสารสกัดธรรมชาติ 100 % ที่มีการออกฤทธิ์ได้เสถียรและมีประสิทธิภาพสูง
    นายชัยรัฐ หอณรงค์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาริแคร์ จำกัด กล่าวว่า ด้วยความตระหนักถึงการระบาดของโรคภัยต่างๆที่มากับยุง และความปลอดภัยต่อชีวิตของคนไทยทุกเพศทุกวัย จึงได้ร่วมกับ บริษัท แอดวาเทค จำกัด และ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำงานวิจัยค้นคว้านวัตกรรม Polymer Assisted Sustained And Release หรือ PASAR ขึ้น เพื่อใช้ในการสร้างแคปซูลที่มีอนุภาคระดับไมโคร ที่สามารถเก็บกักสารสกัดจากธรรมชาติ และสารระเหย เพื่อให้คงสภาพและระเหยช้า มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำยาไล่ยุง ภายใต้ชื่อสินค้า “บาริแคร์” ด้วยเทคโนโลยีของนวัตกรรมดังกล่าว ทำให้น้ำยาไล่ยุงแบบไมโครแคบซูลนี้ มีประสิทธิภาพสูง ทั้งยังออกฤทธิ์สม่ำเสมอและยาวนาน
    นอกจากใช้นวัตกรรมไมโครแคปซูลแล้ว น้ำยาไล่ยุงบาริแคร์ยังผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ผ่านการทดลองทางคลีนิค(Clinical Test) รับประกันความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อคน และในน้ำยาประกอบด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ 3 ชนิดได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส และ ลาเวนเดอร์ ซึ่งงานวิจัยทางการแพทย์พบว่าน้ำมันหอมระเหยดังกล่าว มีประสิทธิภาพในกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต สร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยกระตุ้นสารสื่อประสาทป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด จึงทำให้บริเวณที่ใช้ ผลิตภัณฑ์บาริแคร์ สะอาดและปลอดเชื้อโรค ป้องกัน สภาวะไมเกรน และการคัดจมูกจากไข้หวัด และช่วยในการบรรเทาโรค ที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย
    อีกทั้งเพื่อเพิ่มรัศมีการป้องกันยุงให้ได้วงกว้างมากขึ้น ทางเราจึงใช้น้ำยาไล่ยุงของเราร่วมกับเครื่องไล่ยุงระบบ ULTRASONIC โดยเพียงแค่หยดน้ำยาเพียงเล็กน้อยเข้าไปในเครื่องไล่ยุงร่วมกับน้ำเปล่า ตัวเครื่องจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ทั้งยังมี Anion หรือ ประจุลบช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ช่วยฟอกอากาศกำจัดเชื้อโรค และแบคทีเรียที่อยู่ในอากาศได้อีกด้วย
    เนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100 % ปราศจากสารพิษ ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงทำให้ ผลิตภัณฑ์ บาริแคร์ใช้ได้ทั้งภายในอาคารบ้านเรือน แม้ในห้องที่มีเด็กเล็ก คนป่วย หรือ คนชรา ภายนอกอาคาร อาทิ ที่โล่ง ในสวน ร้านอาหาร สนใจผลิตภัณฑ์และร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายได้ที่ บริษัท บาริแคร์ จำกัด
    --------------------------------------------



    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน
    บริษัท อวตาร เวิร์ล มีเดีย จำกัด โทรศัพท์ 094 539 2469
  • น้ำยาไล่ยุง บาริแคร์ นวัตกรรมใหม่ ไล่ยุงประสิทธิภาพสูง ฝีมือคนไทย

    บริษัท บาริแคร์ จำกัด นำนวัตกรรม PASAR เทคโนโลยีเก็บกักสารสกัดธรรมชาติ และสารระเหยไว้ในไมโครแคปซูล มาต่อยอดผลิตน้ำยาไล่ยุง “บาริแคร์” น้ำยาไล่ยุงสารสกัดธรรมชาติ 100 % ที่มีการออกฤทธิ์ได้เสถียรและมีประสิทธิภาพสูง
    นายชัยรัฐ หอณรงค์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาริแคร์ จำกัด กล่าวว่า ด้วยความตระหนักถึงการระบาดของโรคภัยต่างๆที่มากับยุง และความปลอดภัยต่อชีวิตของคนไทยทุกเพศทุกวัย จึงได้ร่วมกับ บริษัท แอดวาเทค จำกัด และ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทำงานวิจัยค้นคว้านวัตกรรม Polymer Assisted Sustained And Release หรือ PASAR ขึ้น เพื่อใช้ในการสร้างแคปซูลที่มีอนุภาคระดับไมโคร ที่สามารถเก็บกักสารสกัดจากธรรมชาติ และสารระเหย เพื่อให้คงสภาพและระเหยช้า มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำยาไล่ยุง ภายใต้ชื่อสินค้า “บาริแคร์” ด้วยเทคโนโลยีของนวัตกรรมดังกล่าว ทำให้น้ำยาไล่ยุงแบบไมโครแคบซูลนี้ มีประสิทธิภาพสูง ทั้งยังออกฤทธิ์สม่ำเสมอและยาวนาน
    นอกจากใช้นวัตกรรมไมโครแคปซูลแล้ว น้ำยาไล่ยุงบาริแคร์ยังผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ผ่านการทดลองทางคลีนิค(Clinical Test) รับประกันความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อคน และในน้ำยาประกอบด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ 3 ชนิดได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส และ ลาเวนเดอร์ ซึ่งงานวิจัยทางการแพทย์พบว่าน้ำมันหอมระเหยดังกล่าว มีประสิทธิภาพในกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต สร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยกระตุ้นสารสื่อประสาทป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด จึงทำให้บริเวณที่ใช้ ผลิตภัณฑ์บาริแคร์ สะอาดและปลอดเชื้อโรค ป้องกัน สภาวะไมเกรน และการคัดจมูกจากไข้หวัด และช่วยในการบรรเทาโรค ที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย
    อีกทั้งเพื่อเพิ่มรัศมีการป้องกันยุงให้ได้วงกว้างมากขึ้น ทางเราจึงใช้น้ำยาไล่ยุงของเราร่วมกับเครื่องไล่ยุงระบบ ULTRASONIC โดยเพียงแค่หยดน้ำยาเพียงเล็กน้อยเข้าไปในเครื่องไล่ยุงร่วมกับน้ำเปล่า ตัวเครื่องจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ทั้งยังมี Anion หรือ ประจุลบช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ช่วยฟอกอากาศกำจัดเชื้อโรค และแบคทีเรียที่อยู่ในอากาศได้อีกด้วย
    เนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100 % ปราศจากสารพิษ ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงทำให้ ผลิตภัณฑ์ บาริแคร์ใช้ได้ทั้งภายในอาคารบ้านเรือน แม้ในห้องที่มีเด็กเล็ก คนป่วย หรือ คนชรา ภายนอกอาคาร อาทิ ที่โล่ง ในสวน ร้านอาหาร สนใจผลิตภัณฑ์และร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายได้ที่ บริษัท บาริแคร์ จำกัด
    --------------------------------------------



    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน
    บริษัท อวตาร เวิร์ล มีเดีย จำกัด โทรศัพท์ 094 539 2469
  • ภาครัฐพร้อมดันประชากรเข้าสู่โลกยุค4.0

    พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน OKMD BBL Symposium: Inspire Your Brain, Inspire Your Future ว่า ในศตวรรษที่ 21 โลกมีการแข่งขันในแทบทุกด้าน ทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ จึงต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดช่วงชีวิต ได้แก่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์ความร่วมมือการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้รู้เท่าทันโลก และสามารถนำมาพัฒนาตนเองและประเทศชาติในทุกๆด้าน เพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศไทย4.0
    ปัจจุบัน รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การสร้างคนไทยให้มีศักยภาพสูง ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลจึงมุ่งเน้นด้านการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลาง โดยในด้านการศึกษา และมุ่งพัฒนาทักษะสมองด้านเรียนรู้และทักษะทางสังคมตั้งแต่ปฐมวัย ได้นำเอาหลักการจัดการเรียนรู้ตามความพร้อม และโครงสร้างการทำงานของสมอง (Brain-based Learning) มาเป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน รวมถึงการนำแนวคิดในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ๆ มาปรับใช้ อาทิ แนวทาง STEM Education การจัดการเรียนรู้แบบที่เน้นโครงงาน (Project-based Learning) และเน้นเรื่องราว (Story-based Learning)
    ภายในงานมีนิทรรศการ “Inspire Your Brain” นิทรรศการที่จุดประกายความคิดให้รู้จัก เข้าใจ และตระหนักถึงวิธีใช้สมองให้เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ นำไปสู่การปรับเปลี่ยน และปรับตัวให้เข้ากับกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ บูธของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมแสดงนิทรรศการด้านการศึกษา “ห้องเรียนวิศว์-วิทย์” ตามหลักสูตร “Story Based learning” มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) (ในโครงการ วมว. ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
    รศ.ดร.วิวัฒน์ เรืองเลิศปัญญากุล รองอธิการบดีฝ่ายบุคคล และ ที่ปรึกษาสำนักงานห้องเรียนวิศว์-วิทย์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) (ในโครงการ วมว. ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) เปิดเผย ถึงที่มาของการกำหนดหลักสูตร Story Based learning ของห้องเรียนวิศว์-วิทย์ ว่า ผมเป็นคนเล่นเกม และเห็นว่าการเรียงลำดับเหตุการณ์เรื่องราวในเกมนั้นเรียงลำดับไว้ดีและเข้าใจง่าย โดยนำประวัติศาสตร์มาเป็นตัวกำหนดเรื่องราว จึงเป็นที่มาในการร่างหลักสูตรการศึกษาของ Story Based learning ห้องเรียนวิศว์-วิทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จากนั้นจึงนำเนื้อหาทั้งภาควิชาสังคมและวิทยาศาสตร์มาใส่ในหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้แล้วความเข้าในทั้งวิชาสังคมและวิทยาศาสตร์ ไปพร้อมๆกัน โดยไม่ต้องท่องจำ อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้เชื่อมโยงและบูรณาการ นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ในหลักสูตรนักเรียนทุกคนต้องอยู่หอพัก เป็นนักเรียนประจำ เหตุผลง่ายๆ คือ การเรียนรู้ไม่มีอยู่แค่ในห้องเรียน การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอด24ชั่วโมง เช่น การตรงต่อเวลา ความมีวินัย การแบ่งปั่น การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น เรามีมาตรการ “ใช้กฎระเบียบให้น้อย” เพื่อสร้างวินัย ของนักเรียนในหลักสูตร ความหมายคือ ให้เด็กได้คิดเอง และจัดระเบียบตัวเองในอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น อาหารเช้าจะมีกี่โมงถึงกี่โมง ถ้าตื่นสาย ไม่ตรงต่อเวลา ก็จะไม่ได้รับประทานอาหารเช้า เด็กก็ต้องว่างแผนการนอน และการตื่นในช่วงเช้าด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องระบุเวลานอนและเวลาตื่น เวลารับประทานอาหารเช้าให้เป็นกฎระเบียบยุ่งยาก
    นอกจากนี้แล้วยังพานักเรียนในหลักไปเรียนรู้นอกสถานที่ ไปสัมผัสประสบการณ์ตรง ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เช่น เรียนเรื่องข้าว ก็จะพาเด็กๆไปรู้จักต้นข้าว พาเด็กๆไปดำนา พาไปเกี่ยวข้าว และสอนให้รู้จักคุณค่าของข้าวทุกเม็ด เวลารับประทานข้าวพากเขาก็จะคิดได้เองว่าต้องทานให้หมด เหตุผล คือ เด็กๆเคย ดำนา เคยเกี่ยวข้าว กว่าจะได้ข้าวมาหนึ่งจานนั้นเหนื่อยยากแค่ไหน นั่นคือการสอน “สอนให้เด็กได้คิดเอง”
    นางสาว ศุภากร ศุภผลถาวร (น้องส้ม) นักเรียนชั้น ม. 6 ในโครงการ วมว. ห้องเรียนวิศว์-วิทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ) ที่เรียนในหลักสูตร Story Based learning เป็นการเรียนโดยใช้ ประวัติศาสตร์เป็น ทิศทางและแกนหลักในการศึกษา ชื่อวิชาก็จะแปลกๆ เช่น วิชาฟิสิกซ์ วิชาเคมี จะมีประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เรียนอย่างเข้าใจและไม่ต้องท่องจำ ที่โรงเรียนเด่นเรื่องการลงมือทำ มีทำโครงการร่วมกับพี่ๆของมหาวิทยาลัยคโนโลยีพระจอมธนบุรี ได้ประสบการณ์การเยอะมาก ได้เรียนรู้ ได้ลงมือทำ มีการเชื่อมโยง ทำให้ยิ่งเข้าใจง่าย มีรุ่นพี่คนหนึ่งบอกว่า เรียนที่นี่ยิ่งเรียนยิ่งโง่ หมายความว่า ยิ่งเรียนยิ่งมีแต่คำถาม เหมือนตัวเรายังโง่อยู่มาก เรียนรู้เท่าไรก็ไม่หมด มีแต่อยากจะรู้เพิ่ม รู้สึกโลกนี้กว้างขวางยิ่งใหญ่ มีหลายสิ่งหลายอย่างให้อยากเรียนรู้ ต้องหาคำตอบ การเรียนที่นี่อาจารย์จะพาไปภาคสนาม เรียนเรื่องข้าวก็จะพาดำนา พาไปเกี่ยวข้าว
    นายเตชินท์ เตชินท์ธนนันท์ (น้องเส้นหมี่) นักเรียนชั้น ม. 4 ในโครงการ วมว. ห้องเรียนวิศว์-วิทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ) ที่เรียนในหลักสูตร Story Based learning มีความสนใจเรื่องเนวิเกเตอร์กับการเดินเรือ ชอบเรื่องดาราศาสตร์ การดูดาว ชอบหลักสูตร Story Based learning ที่เอาวิชาต่างๆมา บูรณาการเข้าด้วยกัน จนเหมือนก่อให้เกิดวิชาใหม่ๆ ที่ช่วยให้จำประวัติศาสตร์ได้ง่ายๆ เริ่มเรียนตั้งแต่การก่อกำเนินธาตุ การก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิต พัฒนาจนกลายเป็นมนุษย์ และวิวัฒนาการไปตามยุคต่างๆ จนถึงปัจจุบัน หลักสูตรเน้นการเชื่อมโยง ประยุกต์ใช้ มีกิจกรรมที่ได้ประสบการณ์ตรงมากมาย มีร่วมกิจกรรมกับรุ่นพี่ของมหาวิทยาลัย มีการทำกิจกรรมนอกสถานที่ เรียนและลงมือปฏิบัติจริงๆ ไม่ต้องท่องจำ เข้าใจทั้งประวัติศาสตร์ วิทยาสาสตร์ สังคมศาสตร์

  • OKMD BBL Symposium

    พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี (กลาง), ดร.อธิปัตย์ บำรุง ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) (องค์การมหาชน) หรือ OKMD (ที่สองจากซ้าย) รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล (ซ้ายสุด) ดร.อภิชาติ ประเสริฐ ผอ.สำนักโครงการและจัดการความรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) (ขวาสุด)ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ บุญเกิด (สองจากขวา) ร่วมงาน OKMD BBL Symposium ภายใต้แนวคิด “Inspire Your Brain, Inspire Your Future” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเร็วๆนี้

  • Inspire Your Brain, Inspire Your Future

    พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน OKMD BBL Symposium: Inspire Your Brain, Inspire Your Future ว่า ในศตวรรษที่ 21 โลกมีการแข่งขันในแทบทุกด้าน ทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ จึงต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดช่วงชีวิต ได้แก่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์ความร่วมมือการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้รู้เท่าทันโลก และสามารถนำมาพัฒนาตนเองและประเทศชาติในทุกๆด้าน เพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศไทย4.0
    ปัจจุบัน รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การสร้างคนไทยให้มีศักยภาพสูง ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลจึงมุ่งเน้นด้านการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลาง โดยในด้านการศึกษา และมุ่งพัฒนาทักษะสมองด้านเรียนรู้และทักษะทางสังคมตั้งแต่ปฐมวัย ได้นำเอาหลักการจัดการเรียนรู้ตามความพร้อม และโครงสร้างการทำงานของสมอง (Brain-based Learning) มาเป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน รวมถึงการนำแนวคิดในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ๆ มาปรับใช้ อาทิ แนวทาง STEM Education การจัดการเรียนรู้แบบที่เน้นโครงงาน (Project-based Learning) และที่เน้นเรื่องราว (Story-based Learning)
    ดร.อธิปัตย์ บำรุง ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) (องค์การมหาชน) หรือ OKMD กล่าวว่า งานสัมมนาวิชาการ OKMD BBL Symposium ที่จัดขึ้นในวันที่ในวันที่ 22 มกราคม 2560 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า ครั้งนี้เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด Inspire You Brain, Inspire Your Future จัดขึ้นเพื่อระดมความเห็นและจุดประกายให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 และเพื่อให้สังคมได้นำเอาประเด็นจากการแลกเปลี่ยนความเห็นครั้งนี้ไปศึกษา ค้นคว้าต่อ นำไปสู่แนวทางการเลี้ยงดูเด็กและเยาวชนไทยที่เหมาะสมต่อไป
    ในงาน นอกจากจะมีเวทีเสวนา จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ การสร้างเยาวชนของชาติ เพื่อตอบโจทย์อนาคต” ค้นพบความหมายและความสำคัญของ การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Development) จากหลากมุมมองของผู้มีส่วนในการวางรากฐานการสร้างเยาวชนของชาติให้เติบโตขึ้นเป็นทุนมนุษย์ที่ทรงคุณค่าในอนาคต, “เด็กกับเทคโนโลยี ความพอดีอยู่ที่ไหน” ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นร้อน เรื่องการใช้เทคโนโลยีของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผ่านมุมมองของนักวิชาการ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ผลิตและให้บริการสื่อและเทคโนโลยีต่างๆม,“ทิศทางใหม่ของการจัดการเรียนรู้” ทำความรู้จัก เข้าใจแนวทางจัดการเรียนรู้รูปแบบใหม่หลากหลายมุมมอง และร่วมกันวิเคราะห์ สร้างสรรค์คำตอบให้กับการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 เพื่อนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และ “ความคิดสร้างสรรค์ สอนกันได้ไหม” แลกเปลี่ยนทรรศนะกับนักคิด นักสร้างสรรค์ ตัวจริง เสียงจริง จากหลากหลายวงการ ถึงที่มาของความคิดสร้างสรรค์ในงานของพวกเขา ยังมีนิทรรศการ “Inspire Your Brain” นิทรรศการที่จุดประกายความคิดให้รู้จัก เข้าใจ และตระหนักถึงวิธีใช้สมองให้เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพ นำไปสู่การปรับเปลี่ยน และปรับตัวให้เข้ากับกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สนามเด็กเล่น BBL “เล่นตามรอยพระยุคลบาท” นิทรรศการสร้างสรรค์ที่จำลองสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ สนุกสนานกับการเล่นและพัฒนาทักษะสมอง บูธผลงานภาคีเครือข่ายและพันธมิตรที่ร่วมงานกับ OKMD อาทิ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี, สมาคมอนุบาลในพระราชูปถัมภ์ฯ, มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าลาดกระบัง, ช่องทรูปลูกปัญญา และสถาบันรักลูก บูธผลงานภาคีเครือข่ายและพันธมิตรที่ร่วมงานกับ OKMD อาทิ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี สมาคมอนุบาลในพระราชูปถัมภ์ฯ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าลาดกระบัง บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ช่องทรูปลูกปัญญา และสถาบันรักลูก
    ในงานนี้ ได้เปิดโอกาสให้ ผู้เกี่ยวข้อง ได้รับฟังแนวคิดและประสบการณ์จากวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ และเน้นการสร้างพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยนทรรศนะระหว่างนักคิดจากหลากหลายสาขา พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และผู้ที่สนใจ เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ที่มีผลต่อพฤติกรรมและแนวทางการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทิศทางการศึกษาของประเทศไทยที่สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่กับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน แนวคิดและกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ และแนวทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
    …………………………………………………………………………………….

    สอบถามข้อมูลข่าวเพิ่มเติมได้ที่ ฐิตินันท์ ปานดอนลาน 094 539 2469
Visitors: 25,264